ฎีกา ปี พ.ศ. 2534

ฎีกาที่ 541/2534

คำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น)

โจทก์เป็นลูกจ้างรายวันของจำเลยจะได้รับค่าจ้างซึ่งเป็นเงินที่จำเลยจ่ายให้เป็นการตอบแทนการทำงานเป็นรายวันเฉพาะในวันที่จำเลยมาทำงานให้แก่โจทก์เท่านั้น หากวันใดโจทก์ไม่มาทำงานก็จะไม่ได้รับค่าจ้าง โจทก์ไม่ได้มาทำงานให้แก่จำเลยเนื่องจากถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมและควบคุมตัวไว้สอบสวนจนถึงวันที่จำเลยมีคำสั่งเลิกจ้างโจทก์ แม้จำเลยจะเป็นผู้แจ้งความดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยและโจทก์ถูกเจ้าพนักงานตำรวจควบคุมตัวไว้ โจทก์จึงมาทำงานให้แก่จำเลยไม่ได้ ก็ไม่ใช่เป็นเหตุที่จำเลยจะต้องจ่ายค่าจ้างระหว่างนั้นให้แก่โจทก์.

คำพิพากษาย่อ (ย่อยาว)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นลูกจ้างประจำของจำเลย มีหน้าที่ตัดเหล็กเส้น เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2533 จำเลยได้เลิกจ้างโจทก์โดยโจทก์ไม่มีความผิด โจทก์ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายวันละ 103 บาทและค่าครองชีพเดืนอละ 75 บาท จำเลยไม่จ่ายค่าจ้างตั้งแต่วันที่1 ถึง 25 พฤษภาคม 2533 เป็นเงิน 2,650 บาท ค่าชดเชยเป็นเงิน18,990 บาท และสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเป็นเงิน 2,060 บาทให้แก่โจทก์ตามกฎหมาย และการที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายคิดเป็นเงิน 60,000 บาท ขอให้จำเลยชำระเงินจำนวน 83,700 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยจำเลยให้การว่า จำเลยได้ว่าจ้างโจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้างรายวัน ได้รับค่าจ้างในอัตราวันละ 103 บาท และเงินช่วยเหลือค่าครองชีพ เดือนละ 75 บาท โจทก์ได้ลักทรัพย์สินของจำเลยที่โรงงานซึ่งโจทก์ทำงานอยู่ ต่อมาเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมโจทก์ได้ การกระทำของโจทก์เป็นการฝ่าฝืนต่อคำสั่ง กฎ ระเบียบข้อบังคับใในการทำงานของจำเลยในสถานร้ายแรง และเป็นการฝ่าฝืนต่อประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน จำเลยจึงเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย และสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า จำเลยคงค้างจ่ายค่าจ้างตั้งแต่วันที่ 13ถึงวันที่ 17 พฤษภาคม 2533 รวม 5 วันทำงาน เป็นเงิน 847 บาทโจทก์ฟ้องขอให้จำเลยใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์แต่เพียงอย่างเดียวโดยมิได้ขอให้จำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงานเป็นการไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานค่าเสียหายที่โจทก์ฟ้องไม่เป็นความจริง ขอให้ยกฟ้องศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า โจทก์ลักตลับลูกปืนของจำเลยซึ่งเป็นการกระทำความผิดอาญาโดยเจตนาต่อนายจ้างไม่จำต้องวินิจฉัยว่าการกระทำของโจทก์เป็นการฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับจำเลยอย่างร้ายแรงหรือไม่ จำเลยมีสิทธิเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย และไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และการที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม จำเลยไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ ที่โจทก์ฟ้องเรียกค่าจ้างค้างจ่ายนั้น โจทก์เป็นลูกจ้างรายวัน จำเลยจ่ายค่าจ้างให้แก่โจทก์ถึงวันที่ 12 พฤษภาคม 2533 โจทก์ถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมและควบคุมตัวไว้สอบสวน ไม่ได้มาทำงานให้แก่จำเลยตั้งแต่วันที่ 19 พฤษภาคม 2533 จนถึงวันที่ 25 พฤษภาคม 2533ซึ่งเป็นวันเลิกจ้าง โจทก์คงมีสิทธิได้รับค่าจ้างตั้งแต่วันที่ 13ถึง 18 พฤษภาคม 2533 รวม 6 วัน คิดค่าจ้างวันละ 103 บาท เป็นเงิน618 บาท ค่าครองชีพเดือนละ 75 บาท เท่ากับวันละ 2.50 บาทเป็นเงิน 15 บาท รวมเป็นค่าจ้างค้างจ่ายเป็นเงิน 633 บาทพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าจ้างค้างจ่ายจำนวน 633 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันที่ 25 พฤษภาคม2533 ซึ่งเป็นวันเลิกจ้างจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นให้ยกโจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกาศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "โจทก์อุทธรณ์ตามข้อ 2.6 ว่าเหตุที่โจทก์ไม่ได้มาทำงานให้แก่จำเลยนั้น มิใช่ความผิดของโจทก์แต่เป็นเพราะจำเลยได้แจ้งความดำเนินคดีอาญาแก่โจทก์ในวันที่ 19พฤษภาคม 2533 และได้เลิกจ้างโจทก์เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2533จำเลยต้องจ่ายค่าจ้างตั้งแต่วันที่ 13 ถึง 25 พฤษภาคม 2533รวม 13 วัน เป็นเงิน 1,371.50 บาท ให้แก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันเลิกจ้างจนกว่าจะชำระเสร็จ พิเคราะห์แล้ว ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่องการคุ้มครองแรงงาน ข้อ 2 ได้ให้ความหมายของคำว่า "ค่าจ้าง"ไว้ว่าหมายความว่า เงิน หรือเงินและสิ่งของที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกกจ้างเป็นการตอบแทนการทำงานในเวลาทำงานปกติของวันทำงานหรือจ่ายให้โดยคำนวณตามผลงานที่ลูกจ้างทำได้ และหมายความรวมถึงเงินหรือเงินและสิ่งของที่จ่ายให้ในวันหยุดซึ่งลูกจ้างไม่ได้ทำงานและในวันลาด้วย ทั้งนี้ไม่ว่าจะกำหนดคำนวรหรือจ่ายเป็นการตอบแทนในวิธีอย่างไร และไม่ว่าจะเรียกชื่ออย่างไร ตามประกาศกระทรวงมหาดไทยเรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ในข้อดังกล่าวเห็นได้ว่า โจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้างรายวันของจำเลยจะได้รับค่าจ้างซึ่งเป็นเงินที่จำเลยจ่ายให้เป็นการตอบแทนการทำงานเป็นรายวันเฉพาะในวันที่จำเลยมาทำงานให้แก่โจทก์เท่านั้น หากวันใดโจทก์ไม่มาทำงานก็จะไม่ได้รับค่าจ้าง คดีนี้ได้ความว่าโจทก์ไม่ได้มาทำงานให้แก่จำเลย เนื่องจากโจทก์ถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมและควบคุมตัวไว้สอบสวนตั้งแต่วันที่ 19 พฤษภาคม 2533 จนถึงวันที่จำเลยมีคำสั่งเลิกจ้างโจทก์แม้จำเลยจะเป็นผู้แจ้งความดำเนินคดีอาญาแก่จำเลย และโจทก์ถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมและควบคุมตัวไว้ทำการสอบสวน โจทก์จึงไม่ได้มาทำงานให้แก่จำเลยก้ไม่ใช่เป็นเหตุที่จำเลยจะต้องจ่ายค่าจ้างระหว่างนั้นให้แก่โจทก์ จำเลยได้จ่ายค่าจ้างให้โจทก์ถึงวันที่ 12 พฤษภาคม 2533 โจทก์คงมิได้รับค่าจ้างที่จำเลยยังไม่ได้จ่ายให้ตั้งแต่วันที่ 13 ถึง 18 พฤษภาคม 2533 รวม 6 วัน แต่ไม่มีสิทะิได้รับค่าจ้างในวันที่โจทก์ไม่ได้มาทำงานตั้งแต่วันที่ 19พฤษภาคม 2533 ซึ่งเป็นวันที่โจทก์ถูกจับกุมและควบุคมตัวไว้ทำการสอบสวนจนถึงวันที่จำเลยมีคำสั่งเลิกจ้าง ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยปัญหานี้ชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"พิพากษายืน.

ข้อมูลคดี

คู่ความ
โจทก์ - นาย องอาจ ขัวณรงค์
จำเลย - บริษัท นคร ไทย สตีล เวอร์ค จำกัด
กฎหมายที่อ้าง
ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่องการคุ้มครองแรงงาน ค่าจ้าง
องค์คณะ
ครีภูมิ สุวรรณโรจน์
อุดม เฟื่องฟุ้ง
พรชัย สมรรถเวช

ที่มาของข้อมูล — ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในศาลฎีกา
ศาลฎีกา เลขที่ 6 ถนนราชดำเนินใน แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร 10200 ✓ ตรวจสอบแล้ว

ข้อมูลเป็นคำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น/ย่อยาว) ตามที่ศาลเผยแพร่ ไม่ใช่ข้อความคำพิพากษาฉบับเต็ม — ตรวจกับต้นฉบับจากแหล่งทางการของศาลฎีกาก่อนอ้างอิง · ระบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา

ค้นหาฎีกาอื่นข้อกฎหมายและมาตรา