ฎีกา ปี พ.ศ. 2533 อาญา
ฎีกาที่ 5466/2533
คำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น)
คำว่า "เอกสารราชการ" ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 1(8) หรือมาตรา 265 หมายถึง เอกสารของราชการไทยเท่านั้น การที่จำเลยนำหนังสือเดินทางปลอมและเช็คเดินทางปลอมไปแสดงต่อพนักงานจ่ายเงินและรับแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศของธนาคารในคราวเดียวกันเพื่อขอแลกเงินตามเช็คเดินทางปลอมนั้น เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ต้องใช้กฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดลงโทษ ส่วนปัญหาการปรับบทลงโทษ แม้จำเลยจะมิได้ฎีกา แต่เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง และพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยซึ่งมิได้ฎีกาด้วยเพราะเป็นเหตุอยู่ในส่วนลักษณะคดี.
คำพิพากษาย่อ (ย่อยาว)
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา264, 265, 266, 335, 357, 83, 91 ริบของกลาง เว้นแต่หนังสือเดินทางของจำเลยที่ 1 คืนเจ้าของจำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265, 266(4), 268, 83 เป็นการกระทำหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ความผิดฐานใช้เอกสารราชการปลอม ตามมาตรา 268 ประกอบด้วยมาตรา 265 จำคุกคนละ 2 ปี ความผิดฐานปลอมตั๋วเงินและใช้ตั๋วเงินปลอมตามมาตรา266(4), 268 ให้ลงโทษฐานใช้ตั๋วเงินปลอมตามมาตรา 268 กระทงเดียวจำคุกคนละ 3 ปี รวมเป็นโทษจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 5 ปี ริบของกลางเว้นแต่หนังสือเดินทางคืนเจ้าของ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยกโจทก์และจำเลยทั้งสองอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดฐานรับของโจรตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคหนึ่ง จำคุก 2 ปี เมื่อรวมโทษจำคุกของจำเลยทั้งสองตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว คงจำคุกคนละ7 ปี นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นจำเลยที่ 2 ฎีกาโดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1กับพวก รับของโจรเช็คเดินทาง ใช้หนังสือเดินทางปลอม ปลอมและใช้เช็คเดินทางปลอมแต่ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่าจำเลยทั้งสองมีความผิดฐานใช้เอกสารราชการปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 ประกอบด้วยมาตรา 265 นั้น ศาลฎีกาเห็นว่า คำว่า "เอกสารราชการ" ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 1(8) หรือมาตรา 265 หมายถึงเอกสารของราชการไทยเท่านั้น ส่วนหนังสือเดินทางเป็นหนังสือเดินทางของประเทศอังกฤษดังนั้น จำเลยทั้งสองจึงมีความผิดเพียงฐานใช้เอกสารปลอมตามมาตรา268, 264 นอกจากนี้การที่จำเลยที่ 1 นำหนังสือเดินทางปลอมและเช็คเดินทางปลอม ไปแสดงต่อนางสาวรำเพย เกตุเหล็ก พนักงานจ่ายเงินและรับแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศของธนาคารศรีนคร จำกัดสาขานานาเหนือ ในคราวเดียวกันเพื่อขอแลกเงินตามเช็คเดินทางปลอมจึงเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ต้องใช้กฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 และปัญหาการปรับบทดังกล่าวแม้จำเลยที่ 2 จะมิได้ฎีกา แต่เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้องและพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยที่ 1 ซึ่งมิได้ฎีกาด้วยเพราะเป็นเหตุอยู่ในส่วนลักษณะคดีพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 264, 266(4), 268, 90, 83 ให้ลงโทษฐานใช้ตั๋วเงินปลอมตามมาตรา 268, 266(4) ซึ่งเป็นบทหนัก จำคุกคนละ 3 ปี เมื่อรวมโทษฐานรับของโจทก์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคหนึ่ง ซึ่งศาลอุทธรณ์พิพากษาจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 2 ปีแล้ว รวมจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ5 ปี นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์.
ข้อมูลคดี
- คู่ความ
- โจทก์ - พนักงานอัยการ กรมอัยการ
จำเลย - นาย โฮลเจอร์ โคลาช กา กับพวก - กฎหมายที่อ้าง
- ประมวลกฎหมายอาญา — ม. 1 (8), ม. 90, ม. 264, ม. 265, ม. 266 (4), ม. 268
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา — ม. 195 วรรคสอง, ม. 213, ม. 225 - องค์คณะ
- ไมตรี กลั่นนุรักษ์
จรัส อุดมวรชาติ
อุไร คังคะเกตุ
ที่มาของข้อมูล — ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในศาลฎีกา
ศาลฎีกา เลขที่ 6 ถนนราชดำเนินใน แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร 10200 ✓ ตรวจสอบแล้ว
ข้อมูลเป็นคำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น/ย่อยาว) ตามที่ศาลเผยแพร่ ไม่ใช่ข้อความคำพิพากษาฉบับเต็ม — ตรวจกับต้นฉบับจากแหล่งทางการของศาลฎีกาก่อนอ้างอิง · ระบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา