ฎีกา ปี พ.ศ. 2537 แพ่ง
ฎีกาที่ 5547/2537
คำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น)
โจทก์สลักหลังเช็คผู้ถือซึ่งจำเลยเป็นผู้สั่งจ่ายย่อมเป็นเพียงประกัน (อาวัล) สำหรับผู้สั่งจ่ายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 921 ประกอบมาตรา 989 จึงอยู่ในฐานะผู้ค้ำประกันหนี้ตามเช็คที่จะต้องรับผิดต่อผู้ทรงเท่านั้นหาได้ถือว่าเป็นผู้สลักหลังตามกฎหมายไม่ เมื่อโจทก์ชำระหนี้ตามเช็คแทนจำเลยไปแล้วโจทก์ย่อมมีสิทธิไล่เบี้ยเอาจากจำเลยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 940 วรรคสาม ประกอบ มาตรา 989กรณีนี้ไม่มีกฎหมายบัญญัติไว้โดยเฉพาะให้ต้องบังคับภายในกำหนดเวลาเท่าใด จึงต้องใช้อายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 164(เดิม) มิใช่อายุความ1 ปี หรือ 6 เดือน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1002 และมาตรา 1003
คำพิพากษาย่อ (ย่อยาว)
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้ทรงเช็คจำนวน 2 ฉบับ ซึ่งจำเลยเป็นผู้ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายชำระหนี้ให้แก่โจทก์ ต่อมาโจทก์ได้โอนเช็คทั้งสองฉบับชำระหนี้ให้แก่ผู้มีชื่อ เมื่อเช็คทั้งสองฉบับถึงกำหนดผู้มีชื่อได้นำเช็คไปเรียกเก็บเงิน ปรากฏว่าธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน โจทก์ในฐานะผู้สลักหลังได้ชดใช้เงินตามเช็คทั้งสองฉบับนั้นให้แก่ผู้มีชื่อไป แล้วเข้าถือเอาเช็คกลับคืนมา โจทก์จึงกลับเป็นผู้ทรงเช็คทั้งสองฉบับโดยชอบด้วยกฎหมายอีกครั้งหนึ่ง โจทก์ได้มอบให้ทนายความมีหนังสือทวงถามเงินตามเช็คไปยังจำเลยแล้วจำเลยเพิกเฉยทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย จำเลยในฐานะผู้ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายต้องรับผิดชดใช้เงินตามเช็คทั้งสองฉบับดังกล่าว ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินให้แก่โจทก์จำนวน 822,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีในต้นเงิน 700,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจำเลยจะชำระเงินเสร็จจำเลยให้การว่า โจทก์นำคดีมาฟ้องเกิน 1 ปีนับแต่วันที่ลงในเช็คจึงขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยชำระเงินให้แก่โจทก์จำนวน 700,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีในต้นเงิน 350,000 บาท ตามเช็คฉบับแรกนับแต่วันที่ 11 เมษายน2528 และดอกเบี้ยอัตราเดียวกันในต้นเงิน 350,000 บาท ตามเช็คฉบับที่สองนับแต่วันที่ 10 มิถุนายน 2528 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ แต่ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องทั้งหมดต้องไม่เกิน 122,500 บาทจำเลยอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เช็คตามเอกสารหมาย ล.2 และ ล.3 เป็นเช็คที่จำเลยสั่งจ่ายให้แก่ผู้ถือ โจทก์ได้นำไปแลกเงินสดจากบุคคลภายนอก ผู้รับเช็คทั้งสองฉบับนั้นไว้จากโจทก์ย่อมเป็นผู้ทรงเช็คนั้น การสลักหลังเช็คสั่งจ่ายให้แก่ผู้ถือของโจทก์ย่อมเป็นเพียงประกัน (อาวัล) สำหรับผู้สั่งจ่าย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 921 ประกอบด้วยมาตรา 989โจทก์ย่อมอยู่ในฐานะผู้ค้ำประกันหนี้ตามเช็คที่จำเลยจะต้องรับผิดต่อผู้ทรงเท่านั้น หาได้ถือว่าเป็นผู้สลักหลังตามกฎหมายไม่เมื่อโจทก์ได้ชำระหนี้ตามเช็คแทนจำเลยไปแล้ว โจทก์ย่อมมีสิทธิไล่เบี้ยเอาจากจำเลยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 940วรรคสาม ประกอบด้วยมาตรา 989 ในกรณีเช่นนี้ไม่ปรากฏว่ามีกฎหมายบัญญัติไว้โดยเฉพาะให้ต้องบังคับภายในกำหนดเวลาเท่าใดสิทธิของโจทก์ในฐานะผู้ไล่เบี้ยจึงมีอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 164(เดิม) อันเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ขณะโจทก์ฟ้องคดีนี้ มิใช่อายุความ 1 ปี หรือ 6 เดือน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1002 และมาตรา 1003 คดีของโจทก์จึงไม่ขาดอายุความพิพากษากลับ ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
ข้อมูลคดี
- คู่ความ
- โจทก์ - นาง อุษา วิทยะสิรินันท์
จำเลย - นาย ฟุ้ง รุ่งนพ คุณ - กฎหมายที่อ้าง
- ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ — ม. 164 เดิม, ม. 921, ม. 940, ม. 989, ม. 1002, ม. 1003
- องค์คณะ
- สังเวียน รัตนมุง
นิเวศน์ คำผอง
สมาน เวทวินิจ
ที่มาของข้อมูล — ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในศาลฎีกา
ศาลฎีกา เลขที่ 6 ถนนราชดำเนินใน แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร 10200 ✓ ตรวจสอบแล้ว
ข้อมูลเป็นคำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น/ย่อยาว) ตามที่ศาลเผยแพร่ ไม่ใช่ข้อความคำพิพากษาฉบับเต็ม — ตรวจกับต้นฉบับจากแหล่งทางการของศาลฎีกาก่อนอ้างอิง · ระบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา