ฎีกา ปี พ.ศ. 2537 แพ่ง

ฎีกาที่ 5664/2537

คำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น)

ในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมาย ศาลฎีกาต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวน คำว่า "คดีแพ่ง" ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 118 หมายถึงคดีแพ่งทั่วไปไม่เฉพาะแต่คดีตามประมวลรัษฎากรเท่านั้น หนังสือสัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมาย จ.1 ระบุว่ากู้เงินกันจำนวน 32,072 บาท เมื่อปิดอากรแสตมป์ไม่ครบถ้วน ใช้เป็นพยานหลักฐานไม่ได้เท่ากับว่าโจทก์ไม่มีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสือมาแสดงต่อศาลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653วรรคแรก จึงฟ้องร้องบังคับคดีจำเลยทั้งสองไม่ได้ แม้จำเลยทั้งสองไม่ได้ให้การต่อสู้ไว้ในคำให้การว่า หนังสือสัญญากู้ยืมเงินปิดอากรแสตมป์ไม่บริบูรณ์ก็ตาม แต่ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลอุทธรณ์มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142(5),246

คำพิพากษาย่อ (ย่อยาว)

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองผู้กู้ร่วมกันชำระเงิน56,126 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงิน 32,072 บาทนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์จำเลยทั้งสองให้การว่า ไม่เคยทำสัญญากู้และรับเงินกู้ไปจากโจทก์ ขอให้ยกฟ้องจำเลยทั้งสองขาดนัดพิจารณาศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้เงิน 56,126 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 32,072 บาท นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายที่ว่า หนังสือสัญญากู้ยืมเงินที่ปิดอากรแสตมป์ไม่ครบถ้วน ใช้เป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมได้หรือไม่ศาลฎีกาต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวนโดยศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงว่าหนังสือสัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมาย จ.1 ระบุว่ากู้เงินกันจำนวน32,072 บาท แต่ปิดอากรแสตมป์เพียง 16 บาท ซึ่งตามประมวลรัษฎากรต้องปิดอากรแสตมป์ 17 บาท ขาดไป 1 บาท เห็นว่า ตามประมวลรัษฎากรมาตรา 118 บัญญัติว่า "ตราสารใดไม่ปิดแสตมป์บริบูรณ์ จะใช้ต้นฉบับคู่ฉบับ คู่ฉีกหรือสำเนาตราสารนั้นเป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้"ดังนั้น เมื่อหนังสือสัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมาย จ.1 ไม่ปิดอากรแสตมป์ครบถ้วนจึงใช้เป็นพยานหลักฐานไม่ได้ เท่ากับว่าโจทก์ไม่มีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสือมาแสดงต่อศาลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 วรรคแรก จึงฟ้องร้องบังคับคดีจำเลยทั้งสองไม่ได้ คำว่า "คดีแพ่ง" ตามประมวลรัษฎากรมาตรา 118 หมายถึงคดีแพ่งทั่วไปไม่เฉพาะแต่คดีตามประมวลรัษฎากรเท่านั้น ที่โจทก์ฎีกาว่า จำเลยทั้งสองไม่ได้ให้การต่อสู้ไว้ในคำให้การว่าหนังสือสัญญากู้ยืมเงินปิดอากรแสตมป์ไม่บริบูรณ์ศาลอุทธรณ์ไม่ควรรับวินิจฉัยให้ เห็นว่า แม้จำเลยทั้งสองไม่ได้ให้การถึงเรื่องดังกล่าวไว้ในคำให้การแต่ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลอุทธรณ์มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142(5),246 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้นพิพากษายืน

ข้อมูลคดี

คู่ความ
โจทก์ - นาง กัญญา นาค พนม
จำเลย - นาย เพี้ยน บุญ เรือ ง กับพวก
กฎหมายที่อ้าง
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ — ม. 653 วรรคแรก
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง — ม. 142 (5), ม. 238, ม. 246, ม. 247
องค์คณะ
สมปอง เสนเนียม
มีพาศน์ โปตระนันทน์
ธวัชชัย พิทักษ์พล

ที่มาของข้อมูล — ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในศาลฎีกา
ศาลฎีกา เลขที่ 6 ถนนราชดำเนินใน แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร 10200 ✓ ตรวจสอบแล้ว

ข้อมูลเป็นคำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น/ย่อยาว) ตามที่ศาลเผยแพร่ ไม่ใช่ข้อความคำพิพากษาฉบับเต็ม — ตรวจกับต้นฉบับจากแหล่งทางการของศาลฎีกาก่อนอ้างอิง · ระบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา

ค้นหาฎีกาอื่นข้อกฎหมายและมาตรา