ฎีกา ปี พ.ศ. 2537 อาญา
ฎีกาที่ 567/2537
คำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น)
การที่จำเลยได้ลอบใส่ยานอนหลับผสมลงในสุราให้ผู้เสียหายทั้งสองดื่มจนหลับหมดสติไป เป็นเหตุให้ผู้เสียหายทั้งสองตกอยู่ในสภาวะไม่สามารถขัดขืนได้ แล้วจำเลยได้ลักทรัพย์ของผู้เสียหายทั้งสองไป ถือได้ว่าเป็นการใช้กำลังประทุษร้ายเพื่อให้เป็นความสะดวกแก่การลักทรัพย์ และพาทรัพย์นั้นไป การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานชิงทรัพย์ เมื่อคำฟ้องโจทก์มิได้บรรยายว่าการกระทำของจำเลยเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจของผู้อื่น ซึ่งเป็นองค์ประกอบความผิดมาในฟ้องด้วย จึงไม่อาจลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 339 วรรคสามได้ จำเลยคงมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 339 วรรคสอง เท่านั้น
คำพิพากษาย่อ (ย่อยาว)
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2534 เวลากลางคืนก่อนเที่ยง จำเลยลักเอาสร้อยคอทองคำ 1 เส้น พร้อมพระเครื่องเลี่ยมทองคำ 15 องค์และแหวนทองคำหัวหยก 1 วง ของผู้เสียหายไปโดยทุจริต ทั้งนี้จำเลยใช้ยามีฤทธิ์ทำให้มึนเมาและหลับหมดสติผสมในเครื่องดื่มให้ผู้เสียหายดื่มจนหลับไป เพื่อความสะดวกในการชิงทรัพย์ พาทรัพย์นั้นไป และเพื่อให้พ้นจากการจับกุม ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339จำเลยให้การรับว่าเอาทรัพย์ของผู้เสียหายไปจริง แต่จำเลยมิได้ใช้กำลังประทุษร้ายตามฟ้องศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 วรรคสอง จำคุก 5 ปี จำเลยรับสารภาพว่าลักทรัพย์ เนื่องจากค้นพบทรัพย์ของผู้เสียหายในตัวจำเลยอันเป็นการจำนนต่อหลักฐานไม่เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาคดีจึงไม่ลดโทษให้โจทก์อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคสาม จำคุก 10 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นจำเลยฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยว่าจำเลยมิได้ใส่ยานอนหลับลงในสุราให้ผู้เสียหายทั้งสองดื่มแต่คนทั้งสองดื่มสุราและเบียร์เข้าไปมากประกอบกับร่างกายอ่อนเพลียมาก่อน จึงหลับไปเอง และจำเลยได้กระทำผิดในเวลากลางวันนั้นข้อเท็จจริงเชื่อได้ว่าจำเลยได้ลอบใส่ยานอนหลับผสมลงในสุราให้ผู้เสียหายทั้งสองดื่มจนหลับหมดสติไป เป็นเหตุให้ผู้เสียหายทั้งสองตกอยู่ในภาวะไม่สามารถขัดขืนได้ แล้วจำเลยได้ลักทรัพย์ของกลางของนายสมบูรณ์ไป ถือได้ว่าเป็นการใช้กำลังประทุษร้ายเพื่อให้เป็นความสะดวกแก่การลักทรัพย์และการพาทรัพย์นั้นไปการกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานชิงทรัพย์แล้ว ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยกระทำผิดในเวลากลางวันนั้น ศาลฎีกาเห็นว่าข้อเท็จจริงเชื่อว่าจำเลยได้กระทำผิดในเวลากลางคืน การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคสอง ส่วนที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยในข้อหาชิงทรัพย์จึงเป็นเหตุให้ผู้อื่นรับอันตรายแก่จิตใจตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคสามนั้น ศาลฎีกาเห็นว่า โจทก์มิได้บรรยายว่าการกระทำของจำเลยเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจของผู้อื่นซึ่งเป็นองค์ประกอบความผิดในฟ้องด้วย จึงไม่อาจลงโทษจำเลยในการกระทำผิดฐานดังกล่าวได้ ศาลฎีกาเห็นควรแก้ไขพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 339 วรรคสอง จำคุกจำเลย 10 ปี คำให้การในชั้นสอบสวนของจำเลยมีประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษลง 1 ใน 3 ตามมาตรา 78จำคุกจำเลย 6 ปี 8 เดือน
ข้อมูลคดี
- คู่ความ
- โจทก์ - พนักงานอัยการ สำนักงาน อัยการ สูงสุด
จำเลย - นางสาว วันเพ็ญ มุสิ กา - กฎหมายที่อ้าง
- ประมวลกฎหมายอาญา — ม. 1 (6), ม. 339
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา — ม. 192 - องค์คณะ
- ปรีชา เฉลิมวณิชย์
อุระ หวังอ้อมกลาง
ปราโมทย์ ชพานนท์
ที่มาของข้อมูล — ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในศาลฎีกา
ศาลฎีกา เลขที่ 6 ถนนราชดำเนินใน แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร 10200 ✓ ตรวจสอบแล้ว
ข้อมูลเป็นคำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น/ย่อยาว) ตามที่ศาลเผยแพร่ ไม่ใช่ข้อความคำพิพากษาฉบับเต็ม — ตรวจกับต้นฉบับจากแหล่งทางการของศาลฎีกาก่อนอ้างอิง · ระบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา