ฎีกา ปี พ.ศ. 2538 แพ่ง

ฎีกาที่ 5684/2538

คำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น)

การที่จำเลยแจ้งย้ายออกจากบ้านเดิมแต่ยังไม่แจ้งย้ายเข้าที่ใดจึงไม่อาจทราบได้ว่าจำเลยไปอยู่ณที่ใดแสดงว่าจำเลยไม่มีเจตนาย้ายถิ่นที่อยู่และจงใจจะเปลี่ยนภูมิลำเนาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา41ที่จำเลยแจ้งย้ายออกจากบ้านเดิมมีพฤติการณ์ส่อว่าจะหลบหนีหนี้จึงต้องถือว่าจำเลยยังมีภูมิลำเนาอยู่ที่บ้านเดิมตามฟ้องโจทก์โจทก์จึงมีสิทธิเสนอคำฟ้องต่อศาลชั้นต้นซึ่งจำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาลได้

คำพิพากษาย่อ (ย่อยาว)

คดีนี้สืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องว่า จำเลยเป็นผู้สั่งจ่ายเช็คธนาคารนครหลวงไทย จำกัด สาขารามอินทราลงวันที่ 15 สิงหาคม 2535 จำนวนเงิน 63,216 บาท มอบให้โจทก์เพื่อชำระหนี้ เมื่อเช็คถึงกำหนดใช้เงินธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2535 ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินตามจำนวนในเช็คพร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีในระหว่างผิดนัดในวันที่โจทก์ยื่นคำฟ้อง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับคำฟ้องโจทก์ไว้พิจารณา ต่อมาศาลชั้นต้นมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งที่สั่งรับคำฟ้องโจทก์แล้วมีคำสั่งใหม่ไม่รับคำฟ้องของโจทก์ โดยอ้างว่าคดีไม่อยู่ในเขตอำนาจของศาลชั้นต้นโจทก์ อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ พิพากษายืนโจทก์ ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีสิทธิเสนอคำฟ้องต่อศาลจังหวัดมีนบุรีหรือไม่เห็นว่า ในการที่จะเสนอคำฟ้องต่อศาลใดนั้นประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งบัญญัติไว้ในลักษณะ 2 หมวดที่ 1เขตอำนาจศาล ให้พิจารณาถึงสภาพแห่งคำฟ้อง ชั้นของศาลอำนาจศาลและเขตศาล และตามบทบัญญัติของกฎหมายในหมวดดังกล่าวได้บัญญัติขึ้นโดยมีเจตนารมณ์ที่จะให้ความสะดวกในการเสนอคำฟ้องแก่ผู้ที่จะใช้สิทธิฟ้องร้องคดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้ตามสัญญาตั๋วเงิน ซึ่งตามสภาพแห่งคำฟ้องและคำขอบังคับท้ายฟ้องโจทก์นั้นบทบทบัญญัติในหมวดนี้มิได้บัญญัติไว้โดยเฉพาะให้ยื่นต่อศาลใด โจทก์จึงต้องเสนอคำฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 4 ซึ่งบัญญัติว่า"เว้นแต่จะมีบทบัญญัติเป็นอย่างอื่น (1) คำฟ้องให้เสนอต่อศาลที่จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาล หรือต่อศาลที่มูลคดีเกิดขึ้นในเขตศาลไม่ว่าจำเลยจะมีภูมิลำเนาอยู่ในราชอาณาจักรหรือไม่ (2) ฯลฯ"ข้อเท็จจริงปรากฏตามแบบรับรองรายการทะเบียนราษฎร สำนักงานทะเบียนกลางกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย แนบท้ายคำแถลงของโจทก์ลงวันที่ 18 สิงหาคม 2536 ระบุว่า จำเลยแจ้งย้ายออกไปจากบ้านเลขที่ 516/4 หมู่ที่ 6 แขวงสายไหม เขตบางเขนกรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นภูมิลำเนาเดิมของจำเลยตั้งแต่วันที่ 26 พฤษภาคม 2533 แต่จำเลยยังไม่ได้แจ้งย้ายเข้าที่ใดในการเปลี่ยนภูมิลำเนานั้น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 41บัญญัติว่า "ภูมิลำเนาย่อมเปลี่ยนแปลงไปด้วยการย้ายถิ่นที่อยู่พร้อมด้วยเจตนาปรากฏชัดแจ้งว่าจะเปลี่ยนภูมิลำเนา" การที่จำเลยแจ้งย้ายออกจากบ้านเดิมที่บ้านเลขที่ 516/4 หมู่ที่ 6แขวงสายไหม เขตบางเขน กรุงเทพมหานคร ตั้งแต่วันที่26 พฤษภาคม 2533 แต่ยังไม่แจ้งย้ายเข้าที่ใด จึงไม่อาจทราบได้ว่าจำเลยไปอยู่ที่ใด แสดงว่าจำเลยไม่มีเจตนาย้ายถิ่นที่อยู่และจงใจจะเปลี่ยนภูมิลำเนาตามบทบัญญัติกฎหมายดังกล่าวที่จำเลยแจ้งย้ายออกจากบ้านเดิมมีพฤติการณ์ส่อว่าจะหลบหนีหนี้จึงต้องถือว่าจำเลยยังมีภูมิลำเนาอยู่ที่บ้านเลขที่ 516/4 หมู่ที่ 6แขวงสายไหม ตามฟ้องโจทก์ โจทก์จึงมีสิทธิเสนอคำฟ้องต่อศาลชั้นต้น (ศาลจังหวัดมีนบุรี) ซึ่งจำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาลศาลชั้นต้นชอบที่จะรับคำฟ้องของโจทก์ไว้พิจารณา ที่ศาลล่างทั้งสองไม่รับคำฟ้องโจทก์นั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาพิพากษายกคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์และคำสั่งของศาลชั้นต้นให้ศาลชั้นต้นรับคำฟ้องของโจทก์แล้วดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป

ข้อมูลคดี

คู่ความ
โจทก์ - นาย จำนงค์ บุปผา
จำเลย - นาง สมควร ชูจิตร์
กฎหมายที่อ้าง
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ — ม. 37, ม. 41
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง — ม. 4
องค์คณะ
ทองเลื่อน พูลพิพัฒน์
ปรีชา เฉลิมวณิชย์
จรัญ หัตถกรรม

ที่มาของข้อมูล — ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในศาลฎีกา
ศาลฎีกา เลขที่ 6 ถนนราชดำเนินใน แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร 10200 ✓ ตรวจสอบแล้ว

ข้อมูลเป็นคำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น/ย่อยาว) ตามที่ศาลเผยแพร่ ไม่ใช่ข้อความคำพิพากษาฉบับเต็ม — ตรวจกับต้นฉบับจากแหล่งทางการของศาลฎีกาก่อนอ้างอิง · ระบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา

ค้นหาฎีกาอื่นข้อกฎหมายและมาตรา