ฎีกา ปี พ.ศ. 2537 แพ่ง

ฎีกาที่ 5713/2537

คำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น)

การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีรายงานการขายทอดตลาดต่อศาลชั้นต้นเพื่อพิจารณามีคำสั่งอนุญาตให้ขายทอดตลาด เป็นวิธีการขายทอดตลาดทรัพย์ของเจ้าพนักงานบังคับคดี หากจำเลยทั้งสองเห็นว่าการขายทอดตลาดไม่ชอบและตนเองได้รับความเสียหาย ชอบที่จะยื่นคำร้องคัดค้านต่อศาลชั้นต้นก่อนการบังคับคดีเสร็จลง แต่ต้องไม่ช้ากว่า8 วัน นับแต่ทราบการฝ่าฝืน ขอให้ศาลมีคำสั่งยกกระบวนวิธีการบังคับคดีทั้งสอง หรือวิธีการบังคับใด ๆ โดยเฉพาะหรือขอให้ศาลมีคำสั่งกำหนดวิธีการอย่างใด ๆ แก่เจ้าพนักงานบังคับคดีตามที่เห็นสมควรตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27และมาตรา 296 วรรคสอง เมื่อจำเลยทั้งสองมิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติดังกล่าวจึงใช้สิทธิอุทธรณ์ฎีกาหาได้ไม่

คำพิพากษาย่อ (ย่อยาว)

คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระหนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชี ค้ำประกันและจำนองพร้อมด้วยดอกเบี้ยต่อมาโจทก์และจำเลยทั้งสองตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันโดยจำเลยทั้งสองจะร่วมกันผ่อนชำระหนี้จำนวน 11,969,603.72 บาทพร้อมด้วยดอกเบี้ยและค่าฤชาธรรมเนียมให้แก่โจทก์เป็นงวด ๆศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอม คดีถึงที่สุด แต่จำเลยทั้งสองผิดนัดโจทก์จึงบังคับคดีนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์ของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดเพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษา เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ประกาศขายทอดตลาดหลายครั้ง ซึ่งก็ต้องเลื่อนมาโดยจำเลยยังคงคัดค้านว่า ผู้สู้ราคาให้ราคาต่ำไป จนกระทั่งวันที่ 12 ตุลาคม 2535ซึ่งเป็นการขายทอดตลาดครั้งที่ 21 โจทก์เป็นผู้สู้ราคาสูงสุดเป็นเงิน 5,000,000 บาท เจ้าพนักงานบังคับคดีรายงานต่อศาลชั้นต้นเพื่อพิจารณามีคำสั่งจำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นว่า ราคาที่ผู้สู้ราคาให้ราคาสูงสุดนั้นยังต่ำกว่าราคาตามความเป็นจริงมาก ขอให้มีคำสั่งไม่อนุญาตให้ขายโจทก์ยื่นคำแถลงว่า การขายทอดตลาดที่ผ่านมารวม 20 ครั้งจำเลยคัดค้านมาโดยตลอด ครั้งนี้เป็นการขายทอดตลาดครั้งที่ 21โจทก์ให้ราคาสูงสุดเป็นเงิน 5,000,000 บาท ซึ่งสูงกว่าราคาประเมินของเจ้าพนักงานเป็นจำนวนมาก ขอให้มีคำสั่งอนุญาตให้ขายศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ขายทรัพย์ที่ทอดตลาดแก่โจทก์ผู้สู้ราคาสูงสุดจำเลยทั้งสองอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนจำเลยทั้งสองฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นว่า การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีรายงานการขายทอดตลาดต่อศาลชั้นต้นเพื่อพิจารณามีคำสั่งและศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ขายทอดตลาดนั้นเป็นวิธีการขายทอดตลาดทรัพย์ของเจ้าพนักงานบังคับคดี หากจำเลยทั้งสองเห็นว่าการขายทอดตลาดดังกล่าวไม่ชอบและตนเองได้รับความเสียหาย ก็ชอบที่จะยื่นคำร้องคัดค้านต่อศาลชั้นต้นก่อนการบังคับคดีได้เสร็จลงแต่ต้องไม่ช้ากว่า 8 วันนับแต่ทราบการฝ่าฝืนนั้น ขอให้ศาลมีคำสั่งยกกระบวนวิธีการบังคับคดีทั้งปวง หรือวิธีการบังคับใด ๆ โดยเฉพาะหรือขอให้ศาลมีคำสั่งกำหนดวิธีการอย่างใด ๆ แก่เจ้าพนักงานบังคับคดีตามที่เห็นสมควรทั้งนี้ตามนัยมาตรา 27 และมาตรา 296 วรรคสองแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง คดีนี้ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองมิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติดังกล่าว ดังนั้น จำเลยทั้งสองจะใช้สิทธิอุทธรณ์ฎีกาหาได้ไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย"พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 และยกฎีกาของจำเลยทั้งสองคืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาทั้งหมดให้จำเลยทั้งสอง

ข้อมูลคดี

คู่ความ
โจทก์ - ธนาคาร ไทย พาณิชย์ จำกัด
จำเลย - นาย พรชัย ชนาวิโชติ กับพวก
กฎหมายที่อ้าง
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง — ม. 27, ม. 223, ม. 296
องค์คณะ
พิมล สมานิตย์
สกล เหมือนพะวงศ์
ถวิล ตรีเพชร

ที่มาของข้อมูล — ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในศาลฎีกา
ศาลฎีกา เลขที่ 6 ถนนราชดำเนินใน แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร 10200 ✓ ตรวจสอบแล้ว

ข้อมูลเป็นคำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น/ย่อยาว) ตามที่ศาลเผยแพร่ ไม่ใช่ข้อความคำพิพากษาฉบับเต็ม — ตรวจกับต้นฉบับจากแหล่งทางการของศาลฎีกาก่อนอ้างอิง · ระบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา

ค้นหาฎีกาอื่นข้อกฎหมายและมาตรา