ฎีกา ปี พ.ศ. 2533 แพ่ง

ฎีกาที่ 5720/2533

คำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น)

จำเลยที่ 1 เข้าทำงานเป็นพนักงานของโจทก์ในตำแหน่งพนักงานรักษาความปลอดภัย โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันตามสัญญาค้ำประกันซึ่งมีข้อความว่า "เมื่อจำเลยที่ 1 ได้เข้าทำงานในธนาคารแล้ว ภายหลังได้หลบหลีกหนีหายไป หรือได้ฉ้อโกง ยักยอก หรือทำให้ธนาคารได้รับความเสียหาย หรือสูญเสียทรัพย์สินไม่ว่าด้วยประการใด ๆจำเลยที่ 2 ตกลงชดใช้เงินให้แก่ธนาคาร" ตามหนังสือค้ำประกันดังกล่าวนี้ย่อมหมายถึงความเสียหายที่โจทก์ได้รับอันเกิดจากการทำงานในหน้าที่ของจำเลยที่ 1 เท่านั้น เมื่อจำเลยที่ 1 เป็นพนักงานรักษาความปลอดภัย มีหน้าที่ดูแลความสงบและความปลอดภัยภายในธนาคาร ไม่มีหน้าที่เกี่ยวกับการเงิน ดังนั้น การที่จำเลยที่ 1 หลอกลวงให้ลูกค้าของโจทก์ลงชื่อในใบถอนเงินและเป็นผู้ถอนเงินไป ก็เป็นการกระทำส่วนตัวของจำเลยที่ 1 เอง ไม่ใช่การกระทำในตำแหน่งหน้าที่ของพนักงานรักษาความปลอดภัย จำเลยที่ 2ในฐานะผู้ค้ำประกันจึงไม่ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ด้วย.

คำพิพากษาย่อ (ย่อยาว)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เคยเป็นพนักงานของโจทก์เข้าทำงานเมื่อปี 2520 จำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันไว้ต่อโจทก์ว่า หากจำเลยที่ 1 ก่อให้โจทก์ได้รับความเสียหายด้วยประการใด ๆ จำเลยที่ 2 จะชดใช้เงินแก่โจทก์ไม่เกิน 50,000 บาท ต่อมาจำเลยที่ 1นำใบถอนเงินที่นางบุญเลี้ยง ขวัญเมือง ซึ่งเป็นลูกค้าโจทก์ลงชื่อไว้มากรอกข้อความและถอนเงินไปจากบัญชีของนางบุญเลี้ยง 50,000บาท โดยนางบุญเลี้ยงมิได้รู้เห็นยินยอม การกระทำของจำเลยที่ 1ทำให้โจทก์เสียหายต้องใช้เงินให้นางบุญเลี้ยง ขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้เงินดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยรวม 61,712.32 บาท แก่โจทก์จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณาจำเลยที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 1 มีหน้าที่เป็นพนักงานรักษาความปลอดภัยของโจทก์ ไม่มีหน้าที่เกี่ยวกับการเงินหรือติดต่อกับลูกค้าของโจทก์ ความเสียหายที่เกิดจากการกระทำของจำเลยที่ 1ไม่เกี่ยวกับตำแหน่งหน้าที่ จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดตามสัญญาค้ำประกัน ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินแก่โจทก์ตามฟ้องหากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระให้จำเลยที่ 2 ชำระแทนจำเลยที่ 2 อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2โจทก์ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 เข้าทำงานเป็นพนักงานของโจทก์สาขาพนัสนิคมเมื่อปี 2520 ในตำแหน่งพนักงานรักษาความปลอดภัยโดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันในการเข้าทำงานของจำเลยที่ 1เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2524 จำเลยที่ 1 หลอกลวงให้นางบุญเลี้ยงขวัญเมือง ลงชื่อในใบถอนเงินแล้วนำไปกรอกข้อความขอถอนเงินจากบัญชีเงินฝากประจำของนางบุญเลี้ยง ขวัญเมือง ซึ่งเปิดบัญชีไว้กับโจทก์สาขาพนัสนิคมไปจำนวน 50,000 บาท ต่อมานางบุญเลี้ยงแจ้งให้ผู้จัดการสาขาพนัสนิคมของโจทก์ทราบว่าไม่ได้เป็นผู้ถอนเงินไปจากบัญชี โจทก์จึงได้ชดใช้เงินจำนวนดังกล่าวให้แก่นางบุญเลี้ยงไปแล้ว เห็นว่า ตามหนังสือค้ำประกันเอกสารหมาย จ.3 ที่ระบุว่า"เมื่อนายอุดม นกบิน (จำเลยที่ 1) ได้เข้าทำงานในธนาคารกรุงเทพจำกัด (โจทก์) แล้ว ภายหลังได้หลบหลีกหนีหายไป หรือได้ฉ้อโกง ยักยอกหรือทำให้ธนาคารกรุงเทพ จำกัด ได้รับความเสียหาย หรือสูญเสียทรัพย์สินไม่ว่าด้วยประการใด ๆ ข้าพเจ้า (จำเลยที่ 2) ตกลงชดใช้เงินให้แก่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด" นั้น ย่อมหมายถึงความเสียหายที่โจทก์ได้รับอันเกิดจากการทำงานในหน้าที่ของจำเลยที่ 1 เท่านั้นเมื่อจำเลยที่ 1 เป็น พนักงานรักษาความปลอดภัยมีหน้าที่ดูแลความสงบและความปลอดภัยภายในธนาคารไม่มีหน้าที่เกี่ยวกับการเงินดังนั้น แม้จะฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 หลอกลวงให้นางบุญเลี้ยงลงชื่อในใบถอนเงินและเป็นผู้ถอนเงินไปจริง ก็เป็นการกระทำส่วนตัวของจำเลยที่ 1 เองไม่ใช่การกระทำในตำแหน่งหน้าที่ของพนักงานรักษาความปลอดภัยแต่ประการใด จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกันไม่ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ด้วยพิพากษายืน.

ข้อมูลคดี

คู่ความ
โจทก์ - ธนาคาร กรุงเทพ จำกัด
จำเลย - นาย อุด ม นกบิน กับพวก
กฎหมายที่อ้าง
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ — ม. 680, ม. 686
องค์คณะ
สุวิทย์ ธีรพงษ์
ไมตรี กลั่นนุรักษ์
อุไร คังคะเกตุ

ที่มาของข้อมูล — ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในศาลฎีกา
ศาลฎีกา เลขที่ 6 ถนนราชดำเนินใน แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร 10200 ✓ ตรวจสอบแล้ว

ข้อมูลเป็นคำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น/ย่อยาว) ตามที่ศาลเผยแพร่ ไม่ใช่ข้อความคำพิพากษาฉบับเต็ม — ตรวจกับต้นฉบับจากแหล่งทางการของศาลฎีกาก่อนอ้างอิง · ระบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา

ค้นหาฎีกาอื่นข้อกฎหมายและมาตรา