ฎีกา ปี พ.ศ. 2537 อาญา
ฎีกาที่ 5802/2537
คำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น)
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 78 ห้ามมิให้พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจจับผู้ใดโดยไม่มีหมายจับเว้นแต่กรณีต้องด้วยข้อยกเว้นตามบทมาตราดังกล่าว ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าวันที่ไปจับกุมจำเลยทั้งสอง ผู้เสียหายในคดีที่ถูกทำร้ายร่างกายร่วมไปกับจ่าสิบตำรวจส.และพลตำรวจท.ด้วย และเป็นผู้ชี้แจ้งให้เจ้าพนักงานจับกุมจำเลยทั้งสองกรณีจึงต้องด้วยข้อยกเว้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 78(4) เจ้าพนักงานตำรวจที่ไปจับกุมจำเลยที่ 1 ไม่มีผู้ใดแต่งเครื่องแบบตำรวจหรือแสดงหลักฐานให้เห็นได้ว่าตนเป็นเจ้าพนักงานตำรวจทำการตามหน้าที่การที่เจ้าพนักงานตำรวจสวมกางเกงสีกากีเสื้อคอกลม บางคนก็สวมกางเกงยีนจะให้จำเลยทั้งสองเข้าใจเอาเองว่าบุคคลที่เข้ามาจับกุมนั้นเป็นเจ้าพนักงานตำรวจย่อมเป็นไปไม่ได้ ที่พลตำรวจ ท. เบิกความว่าขณะวิ่งไล่ตามจำเลยที่ 1ได้ร้องบอกว่าเป็นเจ้าพนักงานตำรวจขอจับกุม แต่ลักษณะการเข้าจับกุมจำเลยที่ 1 มีพวกญาติของผู้เสียหายหลายคนวิ่งกรูเข้าไปร่วมจับกุมด้วย จึงอาจทำให้จำเลยที่ 1 เข้าใจว่าจะเข้ามาทำร้ายเมื่อจำเลยทั้งสองไม่เคยรู้จักหรือเคยเห็นหน้าจ่าสิบตำรวจ ส.และพลตำรวจ ท. กับพวกมาก่อน แม้จะได้ต่อสู้ขัดขวางไม่ให้จับกุม จำเลยทั้งสองก็หามีความผิดฐานต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่
คำพิพากษาย่อ (ย่อยาว)
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 138, 140, 83 และนับโทษจำเลยทั้งสองต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 946/2535 ของศาลชั้นต้นจำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 138 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 140 วรรคแรก ลงโทษจำคุก2 ปี จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 138 วรรคสองลงโทษจำคุก 1 ปี 6 เดือน ข้อหาอื่นให้ยกคดีอาญาหมายเลขดำที่946/2535 ของศาลชั้นต้น ยังมิได้มีคำพิพากษาไม่อาจนับโทษต่อได้จึงให้ยกคำขอในส่วนหนี้เสียด้วยจำเลยทั้งสองอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 78 ห้ามมิให้พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจจับผู้ใดโดยไม่มีหมายจับเว้นแต่กรณีต้องด้วยข้อยกเว้นตามบทมาตราดังกล่าว คดีนี้ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า วันที่ไปจับกุมจำเลยทั้งสอง นายณรงค์ศักดิ์ผู้เสียหายในคดีที่ถูกทำร้ายร่างกายร่วมไปกับจ่าสิบตำรวจสมยศและพลตำรวจเทวินทร์ด้วย และเป็นผู้ชี้แจงให้เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยทั้งสอง กรณีจึงต้องด้วยข้อยกเว้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 78(4)มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยว่า ในการที่จำเลยที่ 1 ต่อสู้กอดปล้ำกับพลตำรวจเทวินทร์ และจำเลยที่ 2 ผลักอกจ่าสิบตำรวจสมยศนั้น จำเลยทั้งสองรู้ว่าจ่าสิบตำรวจสมยศและพลตำรวจเทวินทร์เป็นเจ้าพนักงานตำรวจผู้ปฏิบัติการตามหน้าที่หรือไม่เห็นว่า เจ้าพนักงานตำรวจที่ไปจับกุมจำเลยที่ 1 ไม่มีผู้ใดแต่งเครื่องแบบตำรวจหรือแสดงหลักฐานให้เห็นได้ว่าตนเป็นเจ้าพนักงานตำรวจทำการตามหน้าที่ การที่เจ้าพนักงานตำรวจสวมกางเกงสีกากีเสื้อคอกลม บางคนก็สวมกางเกงยีนจะให้จำเลยทั้งสองเข้าใจเอาเองว่าบุคคลที่เข้ามาจับกุมนั้นเป็นเจ้าพนักงานตำรวจย่อมเป็นไปไม่ได้ที่พลตำรวจเทวินทร์เบิกความว่าขณะวิ่งไล่ตามจำเลยที่ 1 ได้ร้องบอกว่าเป็นเจ้าพนักงานตำรวจขอจับกุม แต่ลักษณะการเข้าจับกุมจำเลยที่ 1 มีพวกญาติของนายณรงค์ศักดิ์หลายคนวิ่งกรูเข้าไปร่วมจับกุมด้วยจึงอาจทำให้จำเลยที่ 1 เข้าใจว่าจะเข้ามาทำร้ายเมื่อจำเลยทั้งสองไม่เคยรู้จักหรือเคยเห็นหน้าจ่าสิบตำรวจสมยศและพลตำรวจเทวินทร์กับพวกมาก่อน แม้จำเลยทั้งสองจะได้ต่อสู้ขัดขวางไม่ให้จ่าสิบตำรวจสมยศ และพลตำรวจเทวินทร์จับกุมจำเลยทั้งสองก็หามีความผิดฐานต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่ดังโจทก์ฟ้องไม่พิพากษายืน
ข้อมูลคดี
- คู่ความ
- โจทก์ - พนักงานอัยการ จังหวัด บุรีรัมย์
จำเลย - นาย เพชร ผล มี ศักดิ์ กับพวก - กฎหมายที่อ้าง
- ประมวลกฎหมายอาญา — ม. 138
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา — ม. 78 (4) - องค์คณะ
- สถิตย์ สิทธิลักษณ์
ปรีชา เฉลิมวณิชย์
ธีระจิต ไชยาคำ
ที่มาของข้อมูล — ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในศาลฎีกา
ศาลฎีกา เลขที่ 6 ถนนราชดำเนินใน แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร 10200 ✓ ตรวจสอบแล้ว
ข้อมูลเป็นคำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น/ย่อยาว) ตามที่ศาลเผยแพร่ ไม่ใช่ข้อความคำพิพากษาฉบับเต็ม — ตรวจกับต้นฉบับจากแหล่งทางการของศาลฎีกาก่อนอ้างอิง · ระบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา