ฎีกา ปี พ.ศ. 2534 แพ่ง
ฎีกาที่ 5968/2534
คำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น)
การที่ศาลจะสั่งเพิกถอนการขายทอดตลาดได้นั้น จะต้องปรากฎว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติแห่งลักษณะการบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งตาม ป.วิ.พ.เมื่อคำร้องของจำเลยทั้งสามที่ขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดกล่าวอ้างแต่เพียงว่า การขายทอดตลาดดังกล่าวขายในราคาต่ำไป มิได้อ้างเหตุว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดีฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติแห่งลักษณะการบังคับคดีดังกล่าวแต่ประการใด กรณีจึงไม่ต้องด้วยหลักเกณฑ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 296 จำเลยทั้งสามจึงไม่มีสิทธิขอให้ศาลสั่งเพิกถอนการขายทอดตลาด และศาลชั้นต้นมีอำนาจงดไต่สวนและมีคำสั่งยกคำร้องของจำเลยทั้งสามได้
คำพิพากษาย่อ (ย่อยาว)
คดีสืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามชำระหนี้ตามสัญญาขายลดตั๋วสัญญาใช้เงินและสัญญาจำนอง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ร่วมกันใช้เงินจำนวน 990,672.61 บาทแก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ย ให้จำเลยที่ 3 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1และจำเลยที่ 2 จำนวนเงิน 56,316.70 บาท พร้อมดอกเบี้ย โจทก์ขอบังคับคดีและนำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดที่ดินของจำเลยทั้งสามรวม 8 แปลง เพื่อนำออกขายทอดตลาด มีการประกาศขายทอดตลาด 2 ครั้งครั้งที่ 2 นายชัยพร เครือไวศยวรรณ เป็นผู้เสนอราคาสูงสุดเป็นเงิน505,000 บาท ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขายได้จำเลยทั้งสามยื่นคำร้องคัดค้านว่า ที่ดินทั้ง 8 แปลงที่ขายราคายังต่ำกว่าความเป็นจริงมาก ที่ดินดังกล่าวตั้งอยู่ในแหล่งชุมชน ทำเลการค้าดี ใกล้หมู่บ้านจัดสรร ติดถนนใหญ่ และลำน้ำลำตะคอง มีทิวทัศน์สวยงาม เหมาะเป็นที่อยู่อาศัยราคาปัจจุบันไม่ต่ำกว่า 2,000,000 บาท ขอให้ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องและมีคำสั่งเพิกถอนการขายทอดตลาดโจทก์แถลงว่า ที่ดินที่ยึดได้ขายทอดตลาดหลายครั้ง แต่ไม่มีผู้ใดสนใจเข้าประมูลซื้อการขายทอดตลาดครั้งสุดท้าย จำเลยไม่สามารถหาผู้ซื้อมาประมูลได้ ราคาที่ศาลสั่งขายเหมาะสมแล้ว ขอให้ยกคำร้องในวันนัดไต่สวนคำร้อง ศาลชั้นต้นเห็นว่า คดีพอวินิจฉัยได้จึงงดการไต่สวนศาลชั้นต้นพิจารณาคำร้องแล้ววินิจฉัยว่า การขายทอดตลาดครั้งแรกมีผู้ให้ราคาสูงสุดเป็นเงิน 370,000 บาท จำเลยอ้างว่าราคาต่ำไปขอเวลาหาคนมาซื้อ ถ้าหาคนมาซื้อไม่ได้ก็ยินยอมให้ขายไป ในการขายทอดตลาดครั้งที่ 2 มีผู้ให้ราคาสูงสุดเป็นเงิน 505,000 บาทซึ่งสูงกว่าการขายครั้งแรกและจำเลยไม่สามารถหาคนมาซื้อได้ การที่ศาลอนุญาตให้ขายจึงเป็นคำสั่งที่ชอบแล้ว และมีคำสั่งให้ยกคำร้องจำเลยทั้งสามอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนจำเลยทั้งสามฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่ศาลจะสั่งเพิกถอนการขายทอดตลาดได้นั้น ต้องเป็นกรณีที่ต้องด้วยมาตรา 296 วรรคสอง แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ซึ่งเป็นกรณีที่เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติแห่งลักษณะการบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งแต่ตามคำร้องของจำเลยทั้งสามขอให้เพิกถอนการขายโดยอ้างแต่เพียงว่าการขายทอดตลาดดังกล่าวขายราคาต่ำไป และตามคำร้องมิได้อ้างเหตุว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดีฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติแห่งลักษณะการบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งแต่ประการใด กรณีจึงไม่ต้องด้วยหลักเกณฑ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 จำเลยทั้งสามจึงไม่มีสิทธิขอให้ศาลสั่งเพิกถอนการขายทอดตลาดดังกล่าวที่ศาลชั้นต้นงดไต่สวนและมีคำสั่งยกคำร้องของจำเลยทั้งสามจึงเป็นคำสั่งที่ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสามฟังไม่ขึ้นพิพากษายืน
ข้อมูลคดี
- คู่ความ
- โจทก์ - ธนาคาร กรุงเทพ จำกัด
จำเลย - นาย ณ รงค์ เชาว์มานะเดช กับพวก - กฎหมายที่อ้าง
- ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง — ม. 21, ม. 296
- องค์คณะ
- ยงยุทธ ธารีสาร
ชุม สุกแสงเปล่ง
ตัน เวทไว
ที่มาของข้อมูล — ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในศาลฎีกา
ศาลฎีกา เลขที่ 6 ถนนราชดำเนินใน แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร 10200 ✓ ตรวจสอบแล้ว
ข้อมูลเป็นคำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น/ย่อยาว) ตามที่ศาลเผยแพร่ ไม่ใช่ข้อความคำพิพากษาฉบับเต็ม — ตรวจกับต้นฉบับจากแหล่งทางการของศาลฎีกาก่อนอ้างอิง · ระบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา