ฎีกา ปี พ.ศ. 2533 แพ่ง

ฎีกาที่ 5981/2533

คำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น)

จำเลยทำสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีกับโจทก์มีกำหนดระยะเวลาของสัญญา 12 เดือนตามสัญญานี้โจทก์ยอมให้จำเลยเบิกเงินเกินบัญชีและจำเลยต้องนำเงินเข้าบัญชี มีการหักทอนบัญชีกันเป็นระยะ จึงเป็นสัญญาบัญชีเดินสะพัดด้วย นับแต่วันสิ้นสุดสัญญาไม่ปรากฏว่าจำเลยได้นำเงินเข้าบัญชีและโจทก์ยอมให้จำเลยเบิกเงินเกินบัญชีอีก จึงไม่มีการเดินสะพัดและหักทอนบัญชีกันต่อไปอีก พฤติการณ์แสดงว่าโจทก์ จำเลยไม่ประสงค์จะต่ออายุสัญญาอีกต่อไป ถือว่าสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีอันเป็นสัญญาบัญชีเดินสะพัดสิ้นสุดลงนับแต่วันที่ตกลงกันกำหนดไว้ในสัญญา ตามนัยป.พ.พ. มาตรา 856 โจทก์จึงไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยทบต้นต่อไปอีกนับแต่วันสิ้นสุดสัญญา สิทธิคิดดอกเบี้ยทบต้นคงมีเพียงวันสุดท้ายแห่งบัญชีเดินสะพัดเท่านั้น ตามนัยแห่ง ป.พ.พ. มาตรา 655 วรรคสอง. (วินิจฉัยโดยที่ประชุมใหญ่ครั้งที่ 3/2533)

คำพิพากษาย่อ (ย่อยาว)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยได้ทำสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีกับโจทก์ในวงเงิน 2,500,000 บาท มีกำหนด 12 เดือน ในระหว่างอายุสัญญาจนครบกำหนดสัญญากู้วันที่ 9 มิถุนายน 2527 จำเลยเบิกเงินเกินบัญชีไปจำนวน 2,511,141.39 บาท แต่จำเลยไม่ได้บอกเลิกสัญญา โจทก์จึงมีหนังสือทวงถามและแจ้งการบังคับจำนองให้จำเลยชำระหนี้ให้เสร็จภายใน30 วัน จำเลยได้รับหนังสือดังกล่าวแล้วเมื่อวันที่ 24 มกราคม 2528แต่จำเลยเพิกเฉย ยอดหนี้ต้นเงินและดอกเบี้ยถึงวันฟ้องเป็นเงิน3,428,958.81 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินให้โจทก์จำนวน3,428,958.81 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี จากต้นเงิน2,877,701.58 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณาศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินให้โจทก์ 2,511,141.39 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 10 มิถุนายน2527 จนกว่าชำระเสร็จโจทก์อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน2,511,141.39 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 19 ต่อปีนับตั้งแต่วันที่ 10 มิถุนายน 2527 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยไม่ชำระหรือชำระไม่ครบให้ยึดทรัพย์จำนองและทรัพย์อื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์จนครบโจทก์ฎีกาศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่วินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้จากพยานหลักฐานของโจทก์ว่าจำเลยมีบัญชีเดินสะพัดอยู่กับโจทก์สาขาท่าพระ และทำสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีไว้กับโจทก์เพียงวันที่9 มิถุนายน 2527 ซึ่งเป็นวันครบกำหนดตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีจำเลยเป็นหนี้โจทก์ 2,511,141.39 บาท ต่อมาโจทก์ได้มีหนังสือทวงถามให้จำเลยชำระหนี้ โดยให้จำเลยชำระหนี้ให้เสร็จภายใน 30 วัน จำเลยได้รับหนังสือดังกล่าวเมื่อวันที่ 24 มกราคม 2528 ในชั้นนี้มีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยเพียงว่า โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยทบต้นได้ถึงวันที่เท่าใด พิเคราะห์แล้วเห็นว่า สัญญาเบิกเงินเกินบัญชีเอกสารหมาย จ.3 ข้อ 1 กำหนดระยะเวลาของสัญญาไว้มีกำหนด 12 เดือนนับจากวันทำสัญญาเป็นต้นไป สัญญาดังกล่าวทำในวันที่ 9 มิถุนายน 2526วันสิ้นสุดสัญญาคือวันที่ 9 มิถุนายน 2527 และนับแต่วันสิ้นสุดสัญญาไม่ปรากฏว่าจำเลยได้นำเงินเข้าบัญชีและโจทก์ยอมให้จำเลยเบิกเงินเกินบัญชีอีก จึงไม่มีการเดินสะพัดและหักทอนบัญชีกันต่อไปอีกปรากฏตามบัญชีกระแสรายวันเอกสารหมาย จ.14 พฤติการณ์แสดงว่าโจทก์จำเลยไม่ประสงค์จะต่ออายุสัญญาอีกต่อไป ถือว่าสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีอันเป็นสัญญาบัญชีเดินสะพัดสิ้นสุดลงนับแต่วันที่ตกลงกันกำหนดไว้ในสัญญา ตามนัยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 856 ดังนั้นโจทก์จึงไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยทบต้นต่อไปอีกนับแต่วันสิ้นสุดสัญญา สิทธิคิดดอกเบี้ยทบต้นคงมีเพียงวันที่9 มิถุนายน 2527 อันเป็นวันสุดท้ายแห่งบัญชีเดินสะพัดเท่านั้นตามนัยแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 655 วรรคสอง ต่อจากนั้นไปโจทก์คงคิดดอกเบี้ยได้โดยไม่ทบต้น ที่โจทก์ฎีกาว่า แม้สัญญาเบิกเงินเกินบัญชีจะมีกำหนดระยะเวลาไว้ แต่ก็มิได้ระบุไว้ว่าเมื่อครบกำหนดแล้วให้สัญญาบัญชีเดินสะพัดเป็นอันระงับเป็นเพียงการกำหนดอายุสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีที่จำเลยจะสามารถเบิกเงินเกินบัญชีได้ตามระยะเวลาเท่านั้น เมื่อปรากฏว่าครบกำหนดตามสัญญาแล้วจำเลยมิได้ชำระหนี้ให้โจทก์เสร็จสิ้น กับมิได้บอกเลิกสัญญาและโจทก์ยังมิได้หักทอนบัญชีและเรียกร้องให้ชำระหนี้ที่เหลือถือว่าบัญชีเดินสะพัดยังคงมีอยู่ต่อไปจนกว่าโจทก์หรือจำเลยจะบอกเลิกสัญญานั้น เห็นว่า สัญญาเบิกเงินเกินบัญชียอมให้จำเลยเบิกเงินเกินจากบัญชีได้และจำเลยต้องนำเงินเข้าบัญชีและมีการหักทอนกันเป็นระยะนั้น เป็นสัญญาบัญชีเดินสะพัดด้วย เมื่อสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีกำหนดระยะเวลาสิ้นสุดสัญญาไว้ สัญญาบัญชีเดินสะพัดย่อมสิ้นสุดไปตามสัญญาดังกล่าว หาจำต้องบอกเลิกสัญญาหรือบอกกล่าวทวงถามให้ชำระหนี้ก่อนจึงจะเลิกสัญญาได้ไม่ ทั้งเมื่อสัญญาสิ้นสุดแล้วก็ไม่มีกรณีที่ต้องบอกเลิกสัญญากันอีกต่อไปพิพากษายืน.

ข้อมูลคดี

คู่ความ
โจทก์ - ธนาคาร กรุงศรีอยุธยา จำกัด
จำเลย - นาย อา รยะ ชุม ดวง
กฎหมายที่อ้าง
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ — ม. 655, ม. 856
องค์คณะ
ประจักษ์ พุทธิสมบัติ
นิเวศน์ คำผอง
ยงยุทธ ธารีสาร

ที่มาของข้อมูล — ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในศาลฎีกา
ศาลฎีกา เลขที่ 6 ถนนราชดำเนินใน แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร 10200 ✓ ตรวจสอบแล้ว

ข้อมูลเป็นคำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น/ย่อยาว) ตามที่ศาลเผยแพร่ ไม่ใช่ข้อความคำพิพากษาฉบับเต็ม — ตรวจกับต้นฉบับจากแหล่งทางการของศาลฎีกาก่อนอ้างอิง · ระบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา

ค้นหาฎีกาอื่นข้อกฎหมายและมาตรา