ฎีกา ปี พ.ศ. 2539 อาญา
ฎีกาที่ 6119/2539
คำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น)
จำเลยนำดินเข้าไปเทไว้ในที่ดินของโจทก์ทั้งสอง แล้วใช้ รถแทรกเตอร์ดันกองดินเข้าไปในที่ดินของจำเลยซึ่งอยู่ติดกัน โดยดันเอากองหินและทรายของโจทก์ทั้งสองรวมไปด้วย เป็นการ กระทำโดยมีเจตนาเดียวคือดันกองเดินเข้าไปในที่ดินของจำเลย โดยไม่ปรากฎว่ามีเจตนาลักทรัพย์เกิดขึ้นก่อนเจตนาบุกรุกหรือ เกิดขึ้นใหม่หลังเกิดเจตนาบุกรุก เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อ กฎหมายหลายบท การแยกฟ้องความผิดทั้งสองฐานเป็นสองข้อ แม้จำเลยให้การรับสารภาพก็หาทำให้เป็นความผิดหลายกรรมไม่ และเมื่อได้ความจากหนังสือสัญญาประนีประนอมยอมความว่า จำเลย ได้ชดใช้ราคาค่าหินค่าทรายให้แก่โจทก์ทั้งสองแล้ว การที่ จะยังบังคับให้จำเลยชดใช้อีก ย่อมไม่ชอบและเป็นปัญหา ข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ซึ่งแม้ จำเลยจะมิได้ฎีกาศาลฎีกาก็ยกขึ้นวินิจฉัยให้ได้
คำพิพากษาย่อ (ย่อยาว)
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 335(1)(3)(7), 335 วรรคสอง, 336 ทวิ, 358, 365(2)(3),83, 84, 91 และให้จำเลยใช้หรือคืนราคาค่าหิน ค่าทราย รวมเป็นเงิน5,000 บาท ที่ยังไม่ได้คืนแก่โจทก์ทั้งสองศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้องจำเลยให้การรับสารภาพศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 335(1)(3)(7) วรรคสาม, 336 ทวิ, 358, 366 (ที่ถูกคือมาตรา 362), 365(2)(3) เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตาม มาตรา 336 ทวิ (ที่ถูกคือมาตรา 335(1)(3)(7)วรรคสาม, 336 ทวิ) ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด จำคุกจำเลย1 ปี 6 เดือน ปรับ 10,000 บาท จำเลยรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลย 9 เดือน ปรับ 5,000 บาทโทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาหินและทรายแก่โจทก์ทั้งสองเป็นเงิน 5,000 บาทโจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่าให้ลงโทษจำเลยทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปฐานบุกรุกและทำให้เสียทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 358, 364 (ที่ถูกมาตรา 362), 365(2)(3) ให้ลงโทษตามมาตรา 365(2)(3) ประกอบมาตรา 364 (ที่ถูกมาตรา 362) ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี6 เดือน ฐานลักทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335(1)(3)(7)วรรคสาม, 336 ทวิ จำคุก 1 ปี 6 เดือน รวมเป็นโทษจำคุก 3 ปีลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 1 ปี6 เดือน พฤติการณ์แห่งคดีไม่สมควรรอการลงโทษให้ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นจำเลยฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ฎีกาของจำเลยในส่วนที่กล่าวอ้างว่าไม่มีเจตนากระทำผิดนั้น เห็นว่า เป็นการฎีกาโต้เถียงเพื่อให้รับฟังข้อเท็จจริงผิดไปจากข้อเท็จจริงที่ได้ความตามคำรับสารภาพของจำเลย ซึ่งถือว่าเป็นข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้สำหรับข้อหาความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ ซึ่งเป็นความผิดต่อส่วนตัวหรือความผิดอันยอมความได้ข้อเท็จจริงที่โจทก์ทั้งสองมิได้โต้เถียงรับฟังได้จากหนังสือสัญญาประนีประนอมยอมความท้ายฎีกาของจำเลยว่าโจทก์ทั้งสองได้รับชดใช้ค่าเสียหายแล้วยอมสละสิทธิและไม่ประสงค์จะดำเนินคดีอาญาต่อจำเลยอีกต่อไปถือได้ว่าเป็นการยอมความกันโดยถูกต้องตามกฎหมาย สิทธินำคดีอาญาข้อหาความผิดดังกล่าวของโจทก์ทั้งสองมาฟ้องย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39(2) คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ข้อหาความผิดฐานบุกรุกและข้อหาความผิดฐานลักทรัพย์เป็นการกระทำกรรมเดียวกันหรือไม่พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่ได้ตามคำบรรยายฟ้องว่า จำเลยได้นำเดินเข้าไปเทไว้ในที่ดินของโจทก์ทั้งสอง แล้วจำเลยได้ใช้รถแทรกเตอร์ดันกองดินเข้าไปในที่ดินของจำเลยซึ่งอยู่ติดกันโดยดันเอากองหินและทรายของโจทก์ทั้งสองรวมไปด้วย เห็นว่าการกระทำของจำเลยเป็นการกระทำอันเดียวกันโดยมีเจตนาประการเดียว คือดันกองดินเข้าไปในที่ดินของจำเลย โดยไม่ปรากฎว่ามีเจตนาลักทรัพย์เกิดขึ้นก่อนเจตนาบุกรุก หรือเกิดขึ้นใหม่หลังเกิดเจตนาบุกรุก จึงเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทการแยกฟ้องข้อหาความผิดสองฐานดังกล่าวเป็นสองข้อ แม้จำเลยให้การรับสารภาพก็หาทำให้เป็นความผิดหลายกรรมดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยไม่ ฎีกาส่วนนี้ของจำเลยฟังขึ้น จึงให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335(1)(3)(7) วรรคสาม, 336 ทวิซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดจำคุก 1 ปี 6 เดือน และปรับ10,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้กึ่งหนึ่งจำคุก 9 เดือนและปรับ 5,000 บาท จำเลยไม่เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน และได้ชดใช้ค่าเสียหายจนโจทก์ทั้งสองไม่ประสงค์จะดำเนินคดีต่อจำเลย มีเหตุสมควรรอการลงโทษจำคุกให้ตามฎีกาของจำเลย โดยให้รอการลงโทษจำคุกไว้ 2 ปี ส่วนที่ศาลล่างทั้งสองบังคับให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาหินและทรายแก่โจทก์ทั้งสองเป็นเงิน 5,000 บาท นั้น เมื่อข้อเท็จจริงได้ความจากหนังสือสัญญาประนีประนอมยอมความว่า จำเลยได้ชดใช้ค่าเสียหายส่วนนี้ให้แก่โจทก์ทั้งสองแล้ว การที่จะยังบังคับให้จำเลยชดใช้อีกย่อมเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย อันเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ซึ่งแม้จำเลยจะมิได้ฎีกาในข้อนี้ศาลฎีกาก็ชอบที่จะยกขึ้นวินิจฉัยให้ได้ จึงให้ยกคำขอส่วนนี้ของโจทก์ทั้งสองเสีย"พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกจำเลย 9 เดือนและปรับ 5,000 บาทโทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 จำหน่ายคดีข้อหาความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์จากสารบบความของศาลฎีกา และยกคำขอให้คืนหรือใช้ราคาหินและทรายแก่โจทก์ทั้งสอง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
ข้อมูลคดี
- คู่ความ
- โจทก์ - นาง วันเพ็ญ เปลี่ยน ผดุง กับพวก
จำเลย - นาย สม พงษ์ ตั้งสหะรังษี - กฎหมายที่อ้าง
- ประมวลกฎหมายอาญา — ม. 90
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา — ม. 195, ม. 225 - องค์คณะ
- สมบัติ เดียวอิศเรศ
สุนพ กีรติยุติ
จำลอง สุขศิริ
ที่มาของข้อมูล — ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในศาลฎีกา
ศาลฎีกา เลขที่ 6 ถนนราชดำเนินใน แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร 10200 ✓ ตรวจสอบแล้ว
ข้อมูลเป็นคำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น/ย่อยาว) ตามที่ศาลเผยแพร่ ไม่ใช่ข้อความคำพิพากษาฉบับเต็ม — ตรวจกับต้นฉบับจากแหล่งทางการของศาลฎีกาก่อนอ้างอิง · ระบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา