ฎีกา ปี พ.ศ. 2533 แพ่ง
ฎีกาที่ 6294/2533
คำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น)
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมขายที่ดินพิพาทโดยอ้างว่าโจทก์ทำนิติกรรมขายที่ดินพิพาทเพราะถูกจำเลยหลอกลวงให้หลงเชื่อว่าน้ำจะท่วมที่ดินพิพาทจากการสร้างเขื่อนอันเป็นการอ้างเหตุว่าจำเลยใช้กลฉ้อฉลโจทก์ เป็นโมฆียะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 121แต่โจทก์มิได้บอกล้างและฟ้องคดีเมื่อเวลาได้ล่วงไปเกิน 10 ปีแล้วนับแต่เมื่อโจทก์ทำนิติกรรมขายที่ดินพิพาทให้จำเลย โจทก์จึงบอกล้างไม่ได้และไม่มีสิทธิขอให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาทตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 143.
คำพิพากษาย่อ (ย่อยาว)
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินพิพาทประมาณ 10 กว่าปีที่แล้วเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ได้ประกาศให้ราษฎรตำบลที่โจทก์อาศัยอยู่ทราบว่า การสร้างเขื่อนชลประทานและเขื่อนเก็บน้ำหลายแห่งในจังหวัดกาญจนบุรีจะทำให้น้ำท่วมริมฝั่งแม่น้ำแม่กลอง คือหมู่บ้านที่โจทก์อาศัยอยู่ทั้งหมด และได้แนะนำให้ราษฎรขายที่ดินให้แก่จำเลยที่ 1 ในราคาไร่ละ 2,000 บาท ถ้าไม่ขายน้ำจะท่วมและไม่ได้รับค่าตอบแทนเลย ต่อมาวันที่ 11 สิงหาคม 2513โจทก์ได้ทำนิติกรรมขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 ด้วยความจำใจเพราะหลงเชื่อคำประกาศของจำเลยที่ 1 บัดนี้เขื่อนทั้งหลายสร้างเสร็จแลล้ว ปรากฏว่าไม่เคยมีน้ำท่วมที่ดินพิพาท ที่ดินพิพาทตกอยู่ในความดูแลของจำเลยที่ 2 ขอให้เพิกถอนนิติกรรมซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองส่ง น.ส.3 คืนให้โจทก์และรับเงินจากโจทก์คืนไปพร้อมดอกเบี้ย หากไม่ปฏิบัติตามก็ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสองจำเลยทั้งสองให้การทำนองเดียวกันว่า โจทก์กับจำเลยที่ 1 ได้ทำนิติกรรมซื้อขายที่ดินพิพาทกันด้วยใจสมัคร จำเลยที่ 1 ไม่เคยประกาศแสดงข้อความอันเป็นเท็จเพื่อให้โจทก์หลงเชื่อยอมขายที่ดินพิพาทแก่จำเลยที่ 1 และมิได้ฉ้อฉลโจทก์ โจทก์หามีสิทธิบอกล้างหรือขอเพิกถอนแต่ประการใดไม่ และขาดอายุความศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนโจทก์ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาตามฎีกาโจทก์ว่า โจทก์มีสิทธิขอให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาทตามฟ้องหรือไม่ โจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์ไม่ได้ทำนิติกรรมขายที่ดินพิพาทให้จำเลยที่ 1ด้วยความสมัครใจ แต่เพราะหลงเชื่อจำเลยที่ 1 ที่ประกาศว่าการสร้างเขื่อนชลประทานและเขื่อนเก็บน้ำหลายแห่งในจังหวัดกาญจนบุรีจะทำให้น้ำท่วมริมฝั่งแม่น้ำแม่กลองรวมทั้งหมู่บ้านที่โจทก์อาศัยอยู่ ขอให้โจทก์ขายที่ดินพิพาทให้จำเลยที่ 1 ในราคาไร่ละ 2,000 บาทถ้าไม่ขายน้ำจะท่วมและไม่ได้ผลตอบแทนเลย ทำให้โจทก์ต้องทำนิติกรรมขายที่ดินพิพาทให้จำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2513ด้วยความจำใจ เพราะหลงเชื่อคำประกาศของจำเลยที่ 1 ต่อมาเมื่อเขื่อนสร้างเสร็จแล้ว ปรากฏว่าไม่เคยมีน้ำท่วมที่ดินพิพาทเลยและโจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2529 เห็นว่า โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมขายที่ดินพิพาทโดยอ้างว่าโจทก์ทำนิติกรรมขายที่ดินพิพาทเพราะถูกจำเลยที่ 1 หลอกลวงให้หลงเชื่ออันเป็นการอ้างเหตุว่าจำเลยที่ 1 ใช้กลฉ้อฉลโจทก์ เป็นโมฆียะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 121 ซึ่งโจทก์มีสิทธิบอกล้างเสียได้ แต่โจทก์มิได้บอกล้างและฟ้องคดีเมื่อเวลาล่วงไปเกิน 10 ปีแล้วนับแต่เมื่อโจทก์ทำนิติกรรมขายที่ดินพิพาทให้จำเลยที่ 1 โจทก์จึงบอกล้างไม่ได้ และไม่มีสิทธิขอให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาทตามฟ้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 143ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์นั้นชอบแล้วพิพากษายืน.
ข้อมูลคดี
- คู่ความ
- โจทก์ - นาย วัน นิยม ทรัพย์
จำเลย - กรมชลประทาน กับพวก - กฎหมายที่อ้าง
- ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ — ม. 121, ม. 143
- องค์คณะ
- ประศาสน์ ธำรงกาญจน์
ถาวร ตันตราภรณ์
สุเทพ กิจสวัสดิ์
ที่มาของข้อมูล — ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในศาลฎีกา
ศาลฎีกา เลขที่ 6 ถนนราชดำเนินใน แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร 10200 ✓ ตรวจสอบแล้ว
ข้อมูลเป็นคำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น/ย่อยาว) ตามที่ศาลเผยแพร่ ไม่ใช่ข้อความคำพิพากษาฉบับเต็ม — ตรวจกับต้นฉบับจากแหล่งทางการของศาลฎีกาก่อนอ้างอิง · ระบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา