ฎีกา ปี พ.ศ. 2568
ฎีกาที่ 6307 - 6308/2568
คำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น)
พ.ร.บ. อนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 42 วรรคสอง (2) กำหนดให้ผู้ร้องขอบังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการจะต้องมีต้นฉบับสัญญาอนุญาโตตุลาการหรือสำเนาที่รับรองถูกต้องมาแสดงต่อศาล แต่บทบัญญัติดังกล่าวมิได้บัญญัติว่าหากผู้ร้องขอบังคับตามคำชี้ขาดมิได้ยื่นเอกสารดังกล่าวแล้วจะมีผลอย่างไร ซึ่งหากศาลเห็นว่าคำร้องขอบังคับตามคำชี้ขาดของผู้ร้องไม่แนบต้นฉบับสัญญาอนุญาโตตุลาการหรือสำเนาที่รับรองถูกต้องมาก็อาจมีคำสั่งให้คืนคำร้องดังกล่าวไปให้ทำมาใหม่หรือแก้ไขเพิ่มเติมได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 18 อย่างไรก็ตาม เมื่อตามคำร้องขอบังคับตามคำชี้ขาดของผู้ร้องบรรยายอ้างถึงรายละเอียดข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการระหว่างผู้ร้องและผู้คัดค้านแล้ว และตามคำคัดค้านของผู้คัดค้านก็ไม่ได้โต้แย้งเกี่ยวกับเรื่องการไม่แนบต้นฉบับหรือสำเนาข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการ หรือโต้แย้งเกี่ยวกับความมีอยู่หรือความถูกต้องในข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการ ทั้งตามคำร้องขอเพิกถอนคำชี้ขาดของผู้คัดค้านก็แนบสำเนาสัญญาซึ่งมีข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการรวมอยู่มาด้วย และในการพิจารณาของศาลชั้นต้นก็มีการนำสืบถึงข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการดังกล่าว โดยคู่ความทั้งสองฝ่ายมิได้โต้แย้งในประเด็นเกี่ยวกับข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการนี้แต่อย่างใด ดังนี้ลำพังการไม่แนบต้นฉบับสัญญาอนุญาโตตุลาการหรือสำเนาที่รับรองถูกต้องมาแสดงต่อศาลในคดีนี้ จึงไม่ทำให้คำร้องดังกล่าวเสียไป ทั้งกรณีดังกล่าวก็มิใช่เหตุให้ศาลมีอำนาจปฏิเสธไม่รับบังคับหรือปฏิเสธการขอบังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการตาม พ.ร.บ. อนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 43 และ 44 ได้
คำพิพากษาย่อ (ย่อยาว)
คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกัน โดยให้เรียกผู้ร้องในสำนวนแรกซึ่งเป็นผู้คัดค้านในสำนวนหลังว่า ผู้ร้อง เรียกผู้คัดค้านในสำนวนแรกซึ่งเป็นผู้ร้องในสำนวนหลังว่า ผู้คัดค้าน
สำนวนแรก ผู้ร้องยื่นคำร้องขอบังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ ขอให้บังคับผู้คัดค้านชำระเงิน 85,756,735.87 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 71,485,095 บาท นับแต่วันที่ 17 ธันวาคม 2562 อันเป็นวันยื่นคำเสนอข้อพิพาทจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 เป็นเงิน 7,050,584.72 บาท และดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงิน 71,485,095 บาท นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 ถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2565 อันเป็นวันยื่นคำร้องขอบังคับตามคำชี้ขาดนี้เป็นเงิน 3,162,970.76 บาท และดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี จนกว่าจะชำระเงินครบถ้วนเสร็จสิ้น กับให้ผู้คัดค้านชำระค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายในชั้นอนุญาโตตุลาการจำนวน 2,382,300 บาท
ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้องขอบังคับตามคำชี้ขาด
สำนวนหลัง ผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอเพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการตามสำนวนแรก
ผู้ร้องยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้องขอเพิกถอนคำชี้ขาด
ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำพิพากษาให้บังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ ให้ผู้คัดค้านชำระเงิน 95,970,291.35 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงิน 71,485,095 บาท นับแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2565 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้อง ให้ผู้คัดค้านชำระค่าป่วยการอนุญาโตตุลาการ ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ และค่าบริการผู้แทนหรือบุคคลเพื่อช่วยเหลือในการดำเนินกระบวนพิจารณาในชั้นอนุญาโตตุลาการ 2,382,300 บาท ให้ยกคำร้องของผู้คัดค้าน กับให้ผู้คัดค้านชำระค่าธรรมเนียมแทนผู้ร้องทั้งสองสำนวน โดยกำหนดค่าทนายความ 30,000 บาท ให้คืนค่าขึ้นศาลที่ผู้ร้องและผู้คัดค้านเสียมาเกินฝ่ายละครึ่งแก่ผู้ร้องและผู้คัดค้าน
ผู้คัดค้านอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่า ผู้ร้องและผู้คัดค้านทำสัญญาอีพีซี โดยผู้คัดค้านตกลงว่าจ้างให้ผู้ร้องรับเหมาออกแบบและก่อสร้างโรงไฟฟ้า ขนาด 9.9 เมกะวัตต์ และแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาดังกล่าวตกลงให้มีการระงับข้อพิพาทระหว่างคู่สัญญาโดยวิธีอนุญาโตตุลาการตามข้อบังคับของสถาบันอนุญาโตตุลาการ (TAI Rules) ซึ่งคณะอนุญาโตตุลาการให้ประกอบไปด้วยอนุญาโตตุลาการ 3 คน ที่แต่งตั้งตามข้อบังคับของสถาบันอนุญาโตตุลาการ ต่อมาผู้ร้องยื่นคำเสนอข้อพิพาทต่อสถาบันอนุญาโตตุลาการ ขอให้มีคำชี้ขาดให้ผู้คัดค้านชำระเงินให้แก่ผู้ร้อง 85,756,735.87 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 71,485,095 บาท นับแต่วันยื่นคำเสนอข้อพิพาทจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้อง และค่าใช้จ่ายทั้งหมดของผู้ร้องในชั้นอนุญาโตตุลาการ โดยอ้างทำนองว่า ผู้ร้องก่อสร้างและส่งมอบโรงไฟฟ้าให้แก่ผู้คัดค้านตามสัญญาอีพีซีแล้ว แต่ผู้คัดค้านยังค้างชำระค่าจ้างไม่ครบถ้วน สถาบันอนุญาโตตุลาการแต่งตั้งอนุญาโตตุลาการร่วมฝ่ายผู้ร้องตามที่ผู้ร้องเสนอชื่อและแต่งตั้งอนุญาโตตุลาการร่วมฝ่ายผู้คัดค้าน ตามข้อบังคับสถาบันอนุญาโตตุลาการ ข้อ 16 วรรคหนึ่ง เนื่องจากผู้คัดค้านมิได้เลือกอนุญาโตตุลาการร่วมฝ่ายของตนภายในกำหนดระยะเวลา ส่วนประธานคณะอนุญาโตตุลาการแต่งตั้งตามที่อนุญาโตตุลาการฝ่ายผู้ร้องและผู้คัดค้านร่วมกันเสนอชื่อ ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านและข้อเรียกร้องแย้งขอให้คณะอนุญาโตตุลาการยกคำเสนอข้อพิพาทของผู้ร้องและมีคำชี้ขาดให้ผู้ร้องชำระค่าเสียหาย 1,122,361,795.53 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันยื่นข้อเรียกร้องแย้งจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้คัดค้าน และค่าใช้จ่ายทั้งหมดของผู้คัดค้านในชั้นอนุญาโตตุลาการ คณะอนุญาโตตุลาการมีคำชี้ขาดให้ผู้คัดค้านชำระเงินแก่ผู้ร้อง ตามเอกสารแนบท้ายคำชี้ขาดข้อพิพาท
คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้คัดค้านว่า การยอมรับหรือการบังคับตามคำชี้ขาดนั้นจะเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือคำพิพากษาของศาลชั้นต้นฝ่าฝืนต่อบทกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนหรือไม่ เห็นว่า แม้พระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 42 วรรคสอง (2) กำหนดให้ผู้ร้องขอบังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการจะต้องมีต้นฉบับสัญญาอนุญาโตตุลาการหรือสำเนาที่รับรองถูกต้องมาแสดงต่อศาลก็ตาม แต่บทบัญญัติดังกล่าวมิได้บัญญัติว่าหากผู้ร้องขอบังคับตามคำชี้ขาดมิได้ยื่นเอกสารดังกล่าวแล้วจะมีผลอย่างไร ซึ่งหากศาลเห็นว่าคำร้องขอบังคับตามคำชี้ขาดของผู้ร้องไม่แนบต้นฉบับสัญญาอนุญาโตตุลาการหรือสำเนาที่รับรองถูกต้องมาก็อาจมีคำสั่งให้คืนคำร้องดังกล่าวไปให้ทำมาใหม่หรือแก้ไขเพิ่มเติมได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 18 อย่างไรก็ตาม เมื่อตามคำร้องขอบังคับตามคำชี้ขาดของผู้ร้องบรรยายอ้างถึงรายละเอียดข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการระหว่างผู้ร้องและผู้คัดค้านแล้ว และตามคำคัดค้านของผู้คัดค้านก็ไม่ได้โต้แย้งเกี่ยวกับเรื่องการไม่แนบต้นฉบับหรือสำเนาข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการ หรือโต้แย้งเกี่ยวกับความมีอยู่หรือความถูกต้องในข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการ ทั้งตามคำร้องขอเพิกถอนคำชี้ขาดของผู้คัดค้านก็แนบสำเนาสัญญาอีพีซีซึ่งมีข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการรวมอยู่มาด้วย และในการพิจารณาของศาลชั้นต้นก็มีการนำสืบถึงข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการดังกล่าวโดยคู่ความทั้งสองฝ่ายมิได้โต้แย้งในประเด็นเกี่ยวกับข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการนี้แต่อย่างใด ดังนี้ ลำพังการไม่แนบต้นฉบับสัญญาอนุญาโตตุลาการหรือสำเนาที่รับรองถูกต้องมาแสดงต่อศาลในคดีนี้จึงไม่ทำให้คำร้องดังกล่าวเสียไป นอกจากนี้กรณีดังกล่าวก็มิใช่เหตุให้ศาลมีอำนาจปฏิเสธไม่รับบังคับหรือปฏิเสธการขอบังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 43 และ 44 ได้ อุทธรณ์ของผู้คัดค้านในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่ผู้คัดค้านอุทธรณ์ว่า การที่ผู้คัดค้านไม่มีโอกาสแต่งตั้งอนุญาโตตุลาการทำให้เป็นการยากที่ผู้คัดค้านจะมีโอกาสชนะคดีในชั้นอนุญาโตตุลาการ ข้อเท็จจริงที่ผู้คัดค้านนำสืบพยานหลายปากในชั้นอนุญาโตตุลาการและในชั้นศาลก็ได้ความตรงกันว่าผู้ร้องเป็นฝ่ายไม่ปฏิบัติตามสัญญา โดยโรงไฟฟ้าที่ผู้คัดค้านว่าจ้างให้ผู้ร้องออกแบบและก่อสร้างนั้นไม่มีอุปกรณ์หลายอย่าง อุปกรณ์ไม่เป็นไปตามมาตรฐาน ไม่สามารถใช้งานได้ ทำให้โรงไฟฟ้าต้องหยุดเดินเครื่องและปิดซ่อมแซมบ่อยครั้ง เป็นเหตุให้ผู้คัดค้านต้องเสียค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมและขาดรายได้จากการขายกระแสไฟฟ้า จึงถือได้ว่าผู้ร้องเป็นฝ่ายผิดสัญญาอย่างชัดแจ้งและไม่มีสิทธิเรียกเอาค่าจ้างงวดสุดท้ายจากผู้คัดค้านจนกว่าผู้ร้องจะสร้างโรงไฟฟ้าและติดตั้งอุปกรณ์ให้ครบถ้วนตามแบบที่กำหนดในสัญญา แต่คณะอนุญาโตตุลาการกลับวินิจฉัยว่าผู้ร้องไม่ผิดสัญญา คณะอนุญาโตตุลาการจึงมิได้วินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทในขอบเขตของสัญญาอนุญาโตตุลาการหรือสัญญาอีพีซี นั้น หลักสำคัญของพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 ศาลจะแทรกแซงในกระบวนการอนุญาโตตุลาการซึ่งรวมถึงการเข้ามาตรวจสอบการใช้ดุลพินิจของอนุญาโตตุลาการหรือแก้ไขเปลี่ยนแปลงหรือทำลายคำชี้ขาดไม่ได้ เว้นแต่ในกรณีที่กฎหมายให้อำนาจศาลไว้อย่างชัดแจ้งภายในกรอบที่จำกัด ทั้งกฎหมายดังกล่าวยังมีวัตถุประสงค์เพื่อให้การระงับข้อพิพาทเป็นไปด้วยความรวดเร็ว สมดังเจตนาของคู่พิพาทที่เลือกใช้วิธีระงับข้อพิพาทโดยการอนุญาโตตุลาการแทนการนำข้อพิพาทไปฟ้องคดีต่อศาล พระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 45 จึงห้ามมิให้อุทธรณ์คำสั่งหรือคำพิพากษาตามพระราชบัญญัติดังกล่าวเว้นแต่จะเข้ากรณีใดกรณีหนึ่งตามที่บัญญัติไว้ใน (1) ถึง (5) แม้ผู้คัดค้านจะอุทธรณ์อ้างว่าการยอมรับหรือการบังคับตามคำชี้ขาดนั้นจะเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนก็ตาม แต่ข้ออ้างต่าง ๆ ที่ผู้คัดค้านหยิบยกขึ้นมาข้างต้นนั้นล้วนอ้างแต่เรื่องดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานในสำนวนของคณะอนุญาโตตุลาการอันเป็นการโต้แย้งข้อเท็จจริงเพื่อให้รับฟังข้อเท็จจริงตามที่ผู้คัดค้านกล่าวอ้างว่า ผู้คัดค้านมิได้ผิดสัญญาแต่เป็นผู้ร้องที่เป็นฝ่ายผิดสัญญา อุทธรณ์ของผู้คัดค้านในส่วนนี้จึงเป็นการโต้แย้งการวิเคราะห์พยานหลักฐานและดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของคณะอนุญาโตตุลาการ โดยไม่ปรากฏว่าคณะอนุญาโตตุลาการวินิจฉัยผิดจากวิธีพิจารณาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนแต่อย่างใด อุทธรณ์ในส่วนนี้จึงไม่เข้าข้อยกเว้นที่จะอุทธรณ์ได้ตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 45 เป็นอุทธรณ์ต้องห้าม ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย สำหรับที่ผู้คัดค้านอุทธรณ์ว่า คำเสนอข้อพิพาทที่ผู้ร้องยื่นต่อคณะอนุญาโตตุลาการเป็นการใช้สิทธิเรียกร้องที่ขาดอายุความ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 เนื่องจากผู้ร้องยื่นคำเสนอข้อพิพาทต่อสถาบันอนุญาโตตุลาการผ่านระบบ E-Arbitration ภายหลังหมดเวลาทำการของสถาบันอนุญาโตตุลาการ จึงต้องถือว่าเป็นการยื่นคำเสนอข้อพิพาทในวันทำการถัดไปนั้น ในข้อนี้คณะอนุญาโตตุลาการวินิจฉัยโดยสรุปความได้ว่า ข้อเรียกร้องของผู้ร้องไม่ขาดอายุความเนื่องจากอายุความสะดุดหยุดลงในวันที่ฝ่ายผู้คัดค้านทำหนังสือรับทราบยอดหนี้ค้างชำระให้แก่ผู้ร้อง อุทธรณ์ในส่วนนี้จึงเป็นการโต้แย้งข้อเท็จจริงที่คณะอนุญาโตตุลาการวินิจฉัยมา และแม้จะถือเป็นปัญหาข้อกฎหมาย แต่ปัญหาเรื่องอายุความก็ไม่ใช่ปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชนอันจะเข้าข้อยกเว้นให้ผู้คัดค้านอุทธรณ์ได้ตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 45 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ในส่วนนี้เช่นกัน
อนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นพิพากษากำหนดค่าป่วยการอนุญาโตตุลาการ ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ และค่าบริการผู้แทนหรือบุคคลเพื่อช่วยเหลือในการดำเนินกระบวนพิจารณาในชั้นอนุญาโตตุลาการให้แก่ผู้ร้อง 2,382,300 บาท ตามคำร้องของผู้ร้องมานั้น เห็นควรแก้ไขให้เป็นไปตามที่กำหนดไว้ในคำชี้ขาด ทั้งนี้ เป็นไปตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 46 วรรคหนึ่ง และเมื่อศาลฎีกามีคำพิพากษาแล้ว จึงไม่จำต้องมีคำสั่งเกี่ยวกับคำร้องขอทุเลาการบังคับคดีในระหว่างฎีกาของผู้คัดค้าน และมีคำพิพากษาในส่วนที่ผู้ร้องอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้งดการบังคับคดีอีกต่อไป
พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายทั้งหมดในชั้นอนุญาโตตุลาการให้เป็นไปตามที่กำหนดไว้ในเอกสารแนบซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของคำชี้ขาด นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
ข้อมูลคดี
- คู่ความ
- ผู้ร้อง - บริษัท อ.
ผู้คัดค้าน - บริษัท ร.
ผู้ร้อง - บริษัท ร.
ผู้คัดค้าน - บริษัท อ. - กฎหมายที่อ้าง
- พระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 — ม. 42 วรรคสอง (2), ม. 43, ม. 44, ม. 45
- องค์คณะ
- นพพร โพธิรังสิยากร
จุฑามาศ วงศ์ศิวะวิลาส
ประคอง เตกฉัตร - ศาลชั้นต้น/อุทธรณ์
- ศาลแพ่ง - นายดำรง เรืองขจร
ศาลอุทธรณ์
ที่มาของข้อมูล — ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในศาลฎีกา
ศาลฎีกา เลขที่ 6 ถนนราชดำเนินใน แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร 10200 ✓ ตรวจสอบแล้ว
ข้อมูลเป็นคำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น/ย่อยาว) ตามที่ศาลเผยแพร่ ไม่ใช่ข้อความคำพิพากษาฉบับเต็ม — ตรวจกับต้นฉบับจากแหล่งทางการของศาลฎีกาก่อนอ้างอิง · ระบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา