ฎีกา ปี พ.ศ. 2534 แพ่ง

ฎีกาที่ 6367/2534

คำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น)

ขณะที่โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์สินของจำเลยศาลยังมิได้พิพากษาให้ผู้ร้องชนะคดีตามที่ผู้ร้องได้ฟ้องแย้งทรัพย์สินดังกล่าวยังเป็นของจำเลยอยู่ การที่โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปทำการยึดทรัพย์สินของจำเลยจึงหาได้โต้แย้งสิทธิของผู้ร้องไม่ ผู้ร้องไม่มีอำนาจยื่นคำร้องขัดทรัพย์ตาม ป.วิ.พ.มาตรา 288.

คำพิพากษาย่อ (ย่อยาว)

คดีนี้สืบเนื่องมาจากศาลพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินแก่โจทก์ 283,950 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของต้นเงิน 275,000 บาท แต่จำเลยที่ 1 ไม่ชำระหนี้ โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์สินหลายรายการ เพื่อบังคับชำระหนี้ตามคำพิพากษาผู้ร้องยื่นคำร้องว่า เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2532 โจทก์และผู้ร้องทำสัญญาประนีประนอมยอมความต่อศาล โดยโจทก์ยอมให้ผู้ร้องชำระหนี้แทนจำเลย 141,975 บาท ผ่อนชำระเป็นรายเดือน หนี้ระหว่างโจทก์กับจำเลยย่อมระงับไปด้วยแปลงหนี้ใหม่และถือว่าโจทก์สละสิทธิบังคับทรัพย์สินของจำเลย โจทก์ไม่มีสิทธิให้เจ้าพนักงานบังคับคดีนำทรัพย์สินที่ยึด 8 รายการตามเอกสารหมาย 3 ท้ายคำร้องออกขายทอดตลาดผู้ร้องถูกจำเลยฟ้องขับไล่ที่ศาลชั้นต้น และผู้ร้องฟ้องแย้งว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาหากศาลพิพากษาให้ผู้ร้องชนะคดี โจทก์ไม่อาจนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์สินของจำเลยเพราะทรัพย์สินดังกล่าวเป็นของผู้ร้อง ขอให้ปล่อยทรัพย์สินที่ยึดโจทก์ให้การว่า โจทก์ทำสัญญาประนีประนอมกับนายสมชายเลี้ยงศิริประเสริฐ ซึ่งเป็นกรรมการผู้จัดการของผู้ร้องโดยมิได้เป็นการแปลงหนี้ใหม่ เพราะหากผิดนัดไม่ชำระหนี้งวดใดงวดหนึ่งให้โจทก์นำทรัพย์สินที่ยึดออกขายทอดตลาดได้ทันทีโดยถือว่าผู้ร้องไม่ติดใจร้องขัดทรัพย์อีกต่อไป และนายสมชายสมัครใจชำระหนี้เพียง 141,975 บาท แต่โจทก์เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา283,950 บาท ทรัพย์สินที่ยึดเป็นของจำเลย ผู้ร้องไม่มีสิทธิร้องขัดทรัพย์ เพราะร้องโดยมีเงื่อนไขว่าหากผู้ร้องชนะคดีทรัพย์สินที่ยึดจะเป็นของผู้ร้อง ขอให้ยกคำร้องศาลชั้นต้นสั่งงดสืบพยานผู้ร้องและพยานโจทก์แล้วพิพากษายกคำร้องผู้ร้องอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืนผู้ร้องฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังยุติว่าโจทก์ได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับนายสมชาย เลี้ยงศิริประเสริฐ กรรมการผู้จัดการของผู้ร้องในคดีที่นายสมชายเป็นผู้ร้องขัดทรัพย์ มาภายหลังผู้ร้องจึงร้องขัดทรัพย์เป็นคดีนี้ ปัญหาที่ผู้ร้องฎีกาว่านายสมชายทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับโจทก์ในฐานะเป็นตัวแทนหรือตัวแทนเชิดของผู้ร้องนั้น เห็นว่าข้อเท็จจริงที่ผู้ร้องยกขึ้นอ้างอิงในชั้นฎีกานี้เป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ และมิใช่ปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 249 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ ส่วนที่ผู้ร้องฎีกาว่าผู้ร้องได้ฟ้องแย้งจำเลยในคดีที่ผู้ร้องถูกจำเลยฟ้องขับไล่ หากศาลชั้นต้นพิพากษาให้ผู้ร้องชนะคดีแล้วทรัพย์สินของจำเลยก็เป็นทรัพย์ของผู้ร้อง ผู้ร้องมีอำนาจร้องขัดทรัพย์นั้น เห็นว่าขณะที่โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์สินของจำเลยศาลยังมิได้พิพากษาให้ผู้ร้องชนะคดีตามที่ผู้ร้องได้ฟ้องแย้ง ทรัพย์สินดังกล่าวยังคงเป็นของจำเลยอยู่ ฉะนั้นการที่โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปทำการยึดทรัพย์สินของจำเลยจึงหาได้โต้แย้งสิทธิของผู้ร้องไม่ ผู้ร้องไม่มีอำนาจยื่นคำร้องขัดทรัพย์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 288 ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกคำร้องของผู้ร้องนั้นชอบแล้วฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น"พิพากษายืน.

ข้อมูลคดี

คู่ความ
โจทก์ - นาย ไพโรจน์ อรุณไพโรจน์
ผู้ร้อง - บริษัท ฮิมพาเลช จำกัด
จำเลย - บริษัท นครสวรรค์ โรงแรม นคร อินทร์ จำกัด กับพวก
กฎหมายที่อ้าง
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง — ม. 55, ม. 288
องค์คณะ
จองทรัพย์ เที่ยงธรรม
เสริมพงศ์ วรยิ่งยง
อุดม มั่งมีดี

ที่มาของข้อมูล — ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในศาลฎีกา
ศาลฎีกา เลขที่ 6 ถนนราชดำเนินใน แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร 10200 ✓ ตรวจสอบแล้ว

ข้อมูลเป็นคำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น/ย่อยาว) ตามที่ศาลเผยแพร่ ไม่ใช่ข้อความคำพิพากษาฉบับเต็ม — ตรวจกับต้นฉบับจากแหล่งทางการของศาลฎีกาก่อนอ้างอิง · ระบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา

ค้นหาฎีกาอื่นข้อกฎหมายและมาตรา