ฎีกา ปี พ.ศ. 2541

ฎีกาที่ 6413/2541

คำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น)

ตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2518มาตรา 4 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "วัตถุออกฤทธิ์ หมายความว่าวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท ตามที่รัฐมนตรีประกาศในราชกิจจานุเบกษา" ฉะนั้นวัตถุสิ่งใดหรือวัตถุออกฤทธิ์ใดจะเป็นวัตถุออกฤทธิ์ตามกฎหมายดังกล่าวหรือไม่ต้องเป็นสิ่งที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขประกาศไว้ในราชกิจจานุเบกษาเป็นข้อสำคัญ ดังนี้ เมื่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขได้ออกประกาศ ฉบับที่ 97(พ.ศ. 2539)ให้ยกเลิกประกาศฉบับต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับตัวยาบางประเภทโดยเฉพาะเมทแอมเฟตามีนและแอมเฟตามีนเสียแล้วและตามบัญชีท้ายประกาศก็มิได้ระบุว่ายาทั้ง 2 ประเภทดังกล่าวเป็นวัตถุออกฤทธิ์ แต่เป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขฉบับที่ 135(พ.ศ. 2539) และบัญชีท้ายประกาศ ข้อกำหนดดังกล่าวย่อมมีผลไปถึงกฎหมายฉบับอื่นที่ได้ระบุไว้เป็นการทั่ว ๆ ไปของคำว่า วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทไปด้วยในตัวการที่จำเลยขับรถยนต์ในขณะเสพเมทแอมเฟตามีน จึงไม่มีความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522มาตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่ง,157 ทวิ วรรคหนึ่ง

คำพิพากษาย่อ (ย่อยาว)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 57, 91 พระราชบัญญัติการขนส่งทางบกพ.ศ. 2522 มาตรา 102 (3 ทวิ), 127 ทวิ พระราชบัญญัติจราจรทางบกพ.ศ. 2522 มาตรา 43 ทวิ, 157 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91พักใช้หรือเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่จำเลยจำเลยให้การรับสารภาพศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 57, 91 พระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 102(3 ทวิ), 127 ทวิพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่ง,157 ทวิ วรรคหนึ่ง เป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี 4 เดือน ปรับ 30,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพมีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 8 เดือน ปรับ 15,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 คุมความประพฤติจำเลยมีกำหนด 1 ปี ไม่ชำระค่าปรับจัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้พักใช้ใบอนุญาตขับขี่รถยนต์ของจำเลยมีกำหนด 6 เดือน นับจากวันพิพากษาโจทก์อุทธรณ์ขอให้ไม่รอการลงโทษศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำคุก 1 ปี จำเลยให้การรับสารภาพลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 6 เดือน โดยไม่รอการลงโทษ ไม่ลงโทษปรับ ยกฟ้องข้อหาตามพระราชบัญญัติจราจรทางบกและยกคำขอพักใช้หรือเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่ของจำเลยนอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นโจทก์ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ประการแรกว่าคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 186(6)(7) และมาตรา 215 หรือไม่ เห็นว่า คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1ได้วินิจฉัยถึงเหตุผลและบทมาตราแห่งกฎหมายไว้โดยชัดแจ้งแล้วว่า ขณะเกิดเหตุประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 97 (พ.ศ. 2539) และฉบับที่ 135 (พ.ศ. 2539) กำหนดให้เมทแอมเฟตามีนเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 1 โดยไม่เป็นวัตถุออกฤทธิ์ การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่ง, 157 ทวิ วรรคหนึ่ง ซึ่งถือได้ว่ามีข้อสำคัญตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวตามที่โจทก์อ้างถึงครบถ้วนแล้วฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้นมีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่า การกระทำของจำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่งและมาตรา 157 ทวิ วรรคหนึ่ง หรือไม่ พิเคราะห์แล้ว โจทก์ฎีกาในทำนองว่า ประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 97 (พ.ศ. 2539)และฉบับที่ 135 (พ.ศ. 2539) ไม่มีผลให้ยกเลิกกฎหมายเพียงแต่ให้ยกเลิกชื่อยาและประเภทยา ปรับเปลี่ยนไปเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 อันเป็นกฎหมายคนละฉบับและมีโทษสูงกว่าแต่กลุ่มตัวยาและคุณสมบัติเป็นตัวยาที่เป็นสารเคมี หรือโครงสร้างทางเคมีอย่างเดียวกันนั้น เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2518 มาตรา 4 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "วัตถุออกฤทธิ์หมายความว่า วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท ตามที่รัฐมนตรีประกาศในราชกิจจานุเบกษา" ฉะนั้นวัตถุสิ่งใดหรือวัตถุออกฤทธิ์ใดจะเป็นวัตถุออกฤทธิ์ตามกฎหมายดังกล่าวหรือไม่ต้องเป็นสิ่งที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขประกาศไว้ในราชกิจจานุเบกษาเป็นข้อสำคัญ ซึ่งตามมาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติฉบับดังกล่าว ก็ให้อำนาจแก่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ที่จะประกาศระบุชื่อจัดแบ่งประเภทส่วนประกอบ ความบริสุทธิ์และลักษณะอื่นของวัตถุออกฤทธิ์ได้ด้วย ดังนี้ เมื่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขได้ออกประกาศ ฉบับที่ 97 (พ.ศ. 2539) ให้ยกเลิกประกาศฉบับต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับตัวยาบางประเภท โดยเฉพาะเมทแอมเฟตามีนและแอมเฟตามีนตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 51 (พ.ศ. 2531) เสียแล้ว ซึ่งตามบัญชีท้ายประกาศก็มิได้ระบุว่า ยาทั้ง 2 ประเภทดังกล่าวเป็นวัตถุออกฤทธิ์ แต่เป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 135 (พ.ศ. 2539) และบัญชีท้ายประกาศ ข้อกำหนดดังกล่าวซึ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้โดยตรงย่อมมีผลไปถึงกฎหมายฉบับอื่นที่ได้ระบุไว้เป็นการทั่ว ๆ ไปของคำว่า วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทไปด้วยในตัว เว้นแต่กฎหมายนั้น ๆ มีคำนิยามหรือได้บัญญัติไว้เป็นการเฉพาะ อาทิเช่น ตามพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 102(3 ทวิ)(3 ตรี)ซึ่งต้องเป็นไปตามนั้น โดยให้มีโทษปรับอย่างเดียวตามมาตรา 127 ทวิจะลงโทษเป็นอย่างอื่นมิได้ อีกทั้งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ. 2522 มาตรา 8 ก็ได้บัญญัติให้อำนาจรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการควบคุมยาเสพติดให้โทษ มีอำนาจประกาศในราชกิจจานุเบกษาระบุชื่อยา ส่วนประกอบ หรือลักษณะอื่นของยาเสพติดให้โทษไว้เช่นเดียวกัน ดังนั้นแม้ประกาศของรัฐมนตรีจะไม่มีผลเป็นการยกเลิกกฎหมายก็ตาม แต่เมื่อกระบวนการฝ่ายออกกฎหมาย หรือฝ่ายนิติบัญญัติให้อำนาจแก่รัฐมนตรีไว้เช่นนั้น โดยเจตนารมณ์ย่อมเล็งเห็นได้ว่าต้องการให้เกิดผลเป็นประการใด โจทก์จะฎีกาว่า ยาเสพติดให้โทษชนิดเมทแอมเฟตามีนยังเป็นกลุ่มตัวยา คุณสมบัติ สารเคมี และโครงสร้างทางเคมีเป็นอย่างเดียวกัน หรือประกาศของรัฐมนตรีดังกล่าวไม่อาจยกเลิกกฎหมายได้ ย่อมเป็นการโต้เถียงที่ฝืนต่อความประสงค์ของฝ่ายนิติบัญญัติตามที่กล่าวมาแล้วโดยโจทก์เองก็มิได้กล่าวเลยว่า ประกาศที่อ้างถึงไม่ชอบด้วยกฎหมายประการใดบ้าง ในอันที่จะไม่ให้มีผลบังคับใช้ ทั้งยังฝ่าฝืนต่อถ้อยคำในตัวบทกฎหมายและประกาศกระทรวงสาธารณสุขดังกล่าวซึ่งออกโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการควบคุมยาเสพติดให้โทษแล้วด้วย ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4 วรรค 14 มาตรา 6 และมาตรา 8(1) และนับแต่นี้ไปผลที่เกิดขึ้นจากการกระทำผิดต่อยาเสพติดให้โทษชนิดเมทแอมเฟตามีนและแอมเฟตามีนย่อมมีวิธีการและขั้นตอนของกฎหมายเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม รวมทั้งกฎหมายที่เข้ามาข้องเกี่ยวและกรณีมิใช่การตีความในเอกสารดังคำพิพากษาศาลฎีกาตามที่โจทก์อ้างถึงอนึ่ง ตามคำฟ้องของโจทก์ข้อ ข. ระบุว่า จำเลยได้ขับรถยนต์ในขณะเสพวัตถุออกฤทธิ์กลุ่มแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 1 ซึ่งได้ความไม่สอดคล้องกันเนื่องจากขณะนี้กลุ่มตัวยาดังกล่าว ประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 97 (พ.ศ. 2539) ไม่ถือแล้วว่าเป็นวัตถุออกฤทธิ์โดยถือว่าเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 1ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 135 (พ.ศ. 2539)อีกประการหนึ่งเมทแอมเฟตามีนจะเป็นยาเสพติดให้โทษกลุ่มเดียวกันกับแอมเฟตามีนหรือไม่แม้จำเลยจะให้การรับสารภาพก็ยังเป็นข้อที่น่าสงสัยอยู่ ด้วยเหตุว่า ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 135 (พ.ศ. 2539) และบัญชีท้ายประกาศได้ระบุชื่อยาทั้ง 2 ชนิด ไว้คนละที่ ห่างกันมากระหว่างลำดับที่ 5 กับที่ 20 โดยชื่อทางเคมีก็ไม่เหมือนกัน แต่ที่สำคัญกฎหมายไม่ถือเป็นวัตถุออกฤทธิ์ต่อไปอีกแล้ว คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 จึงต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น แต่ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1มิได้ระบุบทกฎหมายประกอบคำวินิจฉัยยกฟ้องให้ชัดเจนสมควรให้แก้ไขข้อนี้เสียด้วย"พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องข้อหาความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่ง, 157 ทวิ วรรคหนึ่งนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1

ข้อมูลคดี

คู่ความ
โจทก์ - พนักงานอัยการ ประจำศาล จังหวัด สี คิ้ว
จำเลย - นาย สาธิต จิติพร
กฎหมายที่อ้าง
พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2465 — ม. 8
พระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 — ม. 4
พระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ.2522 — ม. 102
พระราชบัญญัติจราจรทางบก — ม. 43 ทวิ, ม. 157 ทวิ
ประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 135 (พ.ศ.2539) เรื่อง ระบุชื่อและประเภทยาเสพติดให้โทษ
องค์คณะ
ระพิณ บุญสิทธิ์
สุชาติ ถาวรวงษ์
สมศักดิ์ วงศ์ยืน

ที่มาของข้อมูล — ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในศาลฎีกา
ศาลฎีกา เลขที่ 6 ถนนราชดำเนินใน แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร 10200 ✓ ตรวจสอบแล้ว

ข้อมูลเป็นคำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น/ย่อยาว) ตามที่ศาลเผยแพร่ ไม่ใช่ข้อความคำพิพากษาฉบับเต็ม — ตรวจกับต้นฉบับจากแหล่งทางการของศาลฎีกาก่อนอ้างอิง · ระบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา

ค้นหาฎีกาอื่นข้อกฎหมายและมาตรา