ฎีกา ปี พ.ศ. 2537 แพ่ง
ฎีกาที่ 66/2537
คำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น)
บริษัทโจทก์ทำหนังสือมอบอำนาจให้ จ.และอ.ลงชื่อในสัญญาเช่าซื้อในฐานะผู้ให้เช่าซื้อแทนโจทก์ จ.และอ.ย่อมมีอำนาจลงชื่อในสัญญาเช่าซื้อแทนโจทก์ได้โดยไม่ต้องระบุในสัญญาเช่าซื้ออีกว่าโจทก์มอบอำนาจให้ จ.และอ.กระทำการแทน เมื่อรถยนต์ที่เช่าซื้อได้รับความเสียหาย โจทก์ย่อมมีสิทธิฟ้องเรียกค่าเสียหายในส่วนที่เป็นค่าซ่อมรถยนต์ดังกล่าวได้โดยไม่จำต้องมีการซ่อมรถยนต์ดังกล่าวเสียก่อน จำเลยที่ 2 กล่าวในฎีกาว่า โจทก์ฟ้องเรียกดอกเบี้ยอัตราร้อยละ18ต่อปี เกินกว่าดอกเบี้ยที่กฎหมายบัญญัติไว้ ฉะนั้นดอกเบี้ยที่โจทก์เรียกร้องทั้งหมดจึงตกเป็นโมฆะ ไม่มีผลใช้บังคับตามกฎหมายแต่มิได้กล่าวว่าดอกเบี้ยในอัตราดังกล่าวเกินกว่าดอกเบี้ยตามกฎหมายใด จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชัดแจ้ง ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249
คำพิพากษาย่อ (ย่อยาว)
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เช่าซื้อรถยนต์จากโจทก์ 1 คันจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นผู้ค้ำประกัน จำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อ เป็นเหตุให้สัญญาเลิกกัน แต่จำเลยไม่ยอมส่งมอบรถยนต์คืนต่อมาโจทก์ยึดรถยนต์คืนมาได้ในสภาพที่เสียหาย เพราะจำเลยที่ 1ขับไปเฉี่ยวชนกับรถยนต์คันอื่น ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 68,654 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 18ต่อปี นับแต่วันฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณาจำเลยที่ 2 ให้การว่า โจทก์ไม่ใช่เจ้าของรถยนต์ที่เช่าซื้อจำเลยทั้งสามไม่ได้ทำสัญญาเช่าซื้อ และค้ำประกันกับโจทก์ ขณะจำเลยทั้งสามลงชื่อสัญญายังไม่มีการกรอกข้อความ จึงตกเป็นโมฆะ จำเลยที่ 1ส่งมอบรถยนต์คืนแล้วขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าเสียหาย47,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 18 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจำเลยที่ 2 อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 47,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้องจำเลยที่ 2 ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อกับโจทก์โดยนางจงกลณีและนายอุดมผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์ลงลายมือชื่อในฐานะผู้ให้เช่าซื้อแทนโจทก์ ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่านายประทีปผู้จัดการบริษัทกลการ จำกัด สาขานครปฐม เป็นผู้ลงลายมือชื่อในฐานะผู้ให้เช่าซื้อ จึงฟังไม่ขึ้นและแม้สัญญาเช่าซื้อจะไม่มีข้อความระบุว่า ให้นางจงกลณีและนายอุดมลงลายมือชื่อแทนโจทก์ ก็หาทำให้มีผลเป็นว่าจำเลยที่ 1 ไม่ได้ทำสัญญาเช่าซื้อกับโจทก์ไม่ เมื่อปรากฏว่ารถยนต์ที่เช่าซื้อได้รับความเสียหายโจทก์ย่อมมีสิทธิฟ้องเรียกค่าเสียหายในส่วนที่เป็นค่าซ่อมรถยนต์ดังกล่าวได้โดยไม่จำต้องมีการซ่อมรถยนต์ดังกล่าวเสียก่อนและที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า ดอกเบี้ยตามฟ้องโจทก์ตกเป็นโมฆะนั้นเห็นว่า จำเลยที่ 2 กล่าวไว้ในฎีกาว่า โจทก์ฟ้องเรียกดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี เกินกว่าดอกเบี้ยที่กฎหมายบัญญัติไว้ แต่มิได้กล่าวว่าดอกเบี้ยในอัตราดังกล่าวเกินกว่าดอกเบี้ยตามกฎหมายใดจึงเป็นฎีกาที่ไม่ชัดแจ้ง ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249พิพากษายืน
ข้อมูลคดี
- คู่ความ
- โจทก์ - บริษัท สยาม กลการ จำกัด
จำเลย - นาย อุทัย เอี่ยม ประดิษฐ์ กับพวก - กฎหมายที่อ้าง
- ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ — ม. 222, ม. 572, ม. 798
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง — ม. 249 - องค์คณะ
- ไพศาล รางชางกูร
ยงยุทธ ธารีสาร
ประสิทธิ์ แสนศิริ
ที่มาของข้อมูล — ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในศาลฎีกา
ศาลฎีกา เลขที่ 6 ถนนราชดำเนินใน แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร 10200 ✓ ตรวจสอบแล้ว
ข้อมูลเป็นคำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น/ย่อยาว) ตามที่ศาลเผยแพร่ ไม่ใช่ข้อความคำพิพากษาฉบับเต็ม — ตรวจกับต้นฉบับจากแหล่งทางการของศาลฎีกาก่อนอ้างอิง · ระบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา