ฎีกา ปี พ.ศ. 2537 อาญา
ฎีกาที่ 6624/2537
คำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น)
จำเลยกล่าวถ้อยคำต่อหน้าโจทก์ร่วมและลูกน้องของโจทก์ร่วมว่า"แม่มึงไม่ต้องไปฟัง กูจะเอาอย่างนี้ ถ้าเซ็นไม่ได้ก็ไม่เป็นไรคุณเป็นหัวหน้าคนได้อย่างไร ทำงานไม่รับผิดชอบ ตัดสินปัญหาไม่ได้พอมีปัญหาก็โยนกันไปโยนกันมา คน ร.ส.พ. ทำงานกันอย่างนี้หรือ"โดยกล่าวในที่ทำงานของโจทก์ร่วมขณะที่โจทก์ร่วมกำลังปฏิบัติหน้าที่จึงเป็นการสบประมาทโจทก์ร่วม ทำให้โจทก์ร่วมอับอายขายหน้าเป็นการดูหมิ่นโจทก์ร่วมซึ่งหน้า ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 393และเนื่องจากถ้อยคำดังกล่าวเป็นการวิจารณ์การทำงานของโจทก์ร่วมที่กล่าวต่อโจทก์ร่วมโดยตรง ไม่มีลักษณะเป็นการใส่ความโจทก์ร่วมต่อบุคคลที่สามโดยประการที่น่าจะทำให้โจทก์ร่วมเสียชื่อเสียงถูกดูหมิ่นหรือถูกเกลียดชัง จึงไม่เป็นความผิดฐานหมิ่นประมาท
คำพิพากษาย่อ (ย่อยาว)
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยหมิ่นประมาทและดูหมิ่นซึ่งหน้านายสุวัฒิชัย ทองรัตน์ ผู้เสียหาย โดยพูดใส่ความผู้เสียหายต่อหน้าบุคคลที่สามว่า "แม่มึงไม่ต้องไปฟัง กูจะเอาอย่างนี้ ถ้าเซ็นไม่ได้ก็ไม่เป็นไร คุณเป็นหัวหน้าคนได้อย่างไร ทำงานไม่รับผิดชอบตัดสินปัญหาไม่ได้ พอมีปัญหาก็โยนกันไปโยนกันมา คน ร.ส.พ.ทำงานอย่างนี้เองหรือ" ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326, 393, 90จำเลยให้การปฏิเสธระหว่างพิจารณา นายสุวัฒิชัย ทองรัตน์ ผู้เสียหาย ขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์และโจทก์ร่วมอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนโจทก์ร่วมฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ร่วมเพียงประการเดียวว่า ถ้อยคำที่จำเลยพูดต่อหน้าโจทก์ร่วมตามที่โจทก์กล่าวในฟ้องนั้นจะเป็นการหมิ่นประมาทหรือดูหมิ่นซึ่งหน้าหรือไม่ ซึ่งในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายนี้ศาลฎีกาต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 222ซึ่งศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าวันเกิดเหตุ จำเลยกับนายอำนวย พลเภรีย์ไปหาโจทก์ร่วมที่ห้องทำงานเพื่อให้โจทก์ร่วมลงนาม ในหนังสือรับรองการเบิกค่ารักษาพยาบาลของจำเลย โจทก์ร่วมให้นางสาวจินตนามีสุวรรณ์ นำไปตรวจสอบ จึงเกิดการโต้เถียงกัน จำเลยพูดขึ้นว่า"แม่มึงไม่ต้องไปฟัง กูจะเอาอย่างนี้ ถ้าเซ็นไม่ได้ก็ไม่เป็นไรคุณเป็นหัวหน้าคนได้อย่างไร ทำงานไม่รับผิดชอบ ตัดสินปัญหาไม่ได้พอมีปัญหาก็โยนกันไปโยนมา คน ร.ส.พ.ทำงานกันอย่างนี้หรือเห็นว่า จำเลยกล่าวถ้อยคำดังกล่าวต่อหน้าโจทก์ร่วมในสถานที่ทำงานของโจทก์ร่วม และในขณะที่โจทก์ร่วมกำลังปฏิบัติหน้าที่จึงเป็นการสบประมาทโจทก์ร่วม ทำให้โจทก์ร่วมอับอายขายหน้า จำเลยจึงต้องมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 393 แต่ถ้อยคำดังกล่าวข้างต้นเป็นการดูหมิ่นและวิจารณ์การทำงานของโจทก์ร่วมและกล่าวถึงโจทก์ร่วมโดยตรง ไม่มีลักษณะเป็นการใส่ความโจทก์ร่วมต่อบุคคลที่สามโดยประการที่น่าจะทำให้โจทก์ร่วมเสียชื่อเสียงถูกดูหมิ่นหรือถูกเกลียดชัง จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 393 ให้ลงโทษปรับจำเลย 1,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
ข้อมูลคดี
- คู่ความ
- โจทก์ - พนักงานอัยการ สำนักงาน อัยการ สูงสุด
โจทก์ - โจทก์ร่วม
โจทก์ - นาย สุวัฒิชัย ทองรัตน์
จำเลย - นาย สุนทร ศร ศิลป์ - กฎหมายที่อ้าง
- ประมวลกฎหมายอาญา — ม. 326, ม. 393
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา — ม. 222 - องค์คณะ
- สถิตย์ ไพเราะ
พรชัย สมรรถเวช
สมคิด ไตรโสรัส
ที่มาของข้อมูล — ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในศาลฎีกา
ศาลฎีกา เลขที่ 6 ถนนราชดำเนินใน แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร 10200 ✓ ตรวจสอบแล้ว
ข้อมูลเป็นคำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น/ย่อยาว) ตามที่ศาลเผยแพร่ ไม่ใช่ข้อความคำพิพากษาฉบับเต็ม — ตรวจกับต้นฉบับจากแหล่งทางการของศาลฎีกาก่อนอ้างอิง · ระบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา