ฎีกา ปี พ.ศ. 2537 อาญา
ฎีกาที่ 6759/2537
คำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น)
เมื่อจำเลยกับพวกเห็นผู้ตายกับผู้เสียหายก็วิ่งเข้าทำร้ายทันทีการที่จะทำร้ายใครก่อนหลังเป็นเรื่องธรรมดา แต่เห็นเจตนาของจำเลยกับพวกได้ว่าเจตนาร่วมกันที่จะทำร้ายผู้เสียหายกับผู้ตาย เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยกับพวกมีเจตนาจะทำร้ายเฉพาะผู้ตายและเพิ่มเจตนาทำร้ายผู้เสียหายอีกคนหนึ่งในภายหลัง ลักษณะของเจตนาในการกระทำผิดเป็นอันเดียวกัน แม้จะมีการกระทำหลายหนแต่บุคคลหลายคนก็ตาม ก็ถือว่าเป็นความผิดกรรมเดียว
คำพิพากษาย่อ (ย่อยาว)
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288,80,, 83, 91จำเลยให้การปฏิเสธศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 290 วรรคแรก และมาตรา 297 ประกอบมาตรา 83 แต่การกระทำของจำเลยกับพวกเป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบทให้ลงโทษจำเลยตามมาตรา 290 วรรคแรก ซึ่งเป็นบทกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุดตามมาตรา 90 วางโทษจำคุก 6 ปี คำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยมีประโยชน์แก่การพิจารณาคดีอยู่บ้าง ลดโทษให้ตามมาตรา 78 (ที่ถูกเป็นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78)หนึ่งในสาม คงจำคุก 4 ปี ข้อหาอื่นให้ยกโจทก์อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 และ 288, 80, 83 เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามมาตรา 288ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90จำคุก 20 ปี คำรับสารภาพของจำเลยในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนมีประโยชน์แก่การพิจารณาคดีอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 สมควรลดโทษให้หนึ่งในสี่ คงจำคุกจำเลย 15 ปี นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นโจทก์ฎีกามีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ที่จำเลยกระทำความผิดฐานร่วมกับพวกฆ่าผู้ตายและพยายามฆ่าผู้เสียหายเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่าตามคำเบิกความของผู้เสียหายได้ความว่า คนร้าย 4 คน ที่เข้ามาทำร้ายผู้ตายกับผู้เสียหาย ในตอนแรกนายหน่องใช้มีดแทงผู้ตายและจำเลยใช้ไม้ท่อนตีผู้ตาย โดยมีพวกของจำเลยอีก 2 คน คนหนึ่งถือไม้ท่อนอีกคนหนึ่งถือแป๊บน้ำคุมเชิงอยู่ หลังจากจำเลยกับนายหน่องตีและแทงผู้ตายแล้วจึงหันมาทำร้ายผู้เสียหาย โดยจำเลยใช้ไม้ตีและพวกของจำเลยอีกสองคนนั้นเข้าล็อกแขนผู้เสียหายเพื่อให้นายหน่องใช้มีดแทง พฤติการณ์ดังกล่าวไม่ใช่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในคราวเดียวกันนั้น เห็นว่าตามที่โจทก์นำสืบ เมื่อจำเลยกับพวกรวม 4 คน เห็นผู้ตายกับผู้เสียหายก็วิ่งเข้ามาทำร้ายทันที่การที่จะทำร้ายใครก่อนหลังย่อมเป็นเรื่องธรรมดา แต่เห็นเจตนาของจำเลยกับพวกได้ว่าเจตนาร่วมกันที่จะทำร้ายผู้เสียหายกับผู้ตายไม่ปรากฏว่าจำเลยกับพวกมีเจตนาจะทำร้ายเฉพาะผู้ตายเพิ่มเจตนาทำร้ายผู้เสียหายอีกคนหนึ่งในภายหลัง การร่วมกันใช้ไม้และมีดปลายแหลมเป็นอาวุธตีและแทงผู้ตายและผู้เสียหายโดยมีสาเหตุโกรธเคืองกันมาก่อน เช่นนี้ เห็นได้ว่าเจตนาของจำเลยกับพวกต้องการทำร้ายทั้งผู้ตายและผู้เสียหาย ลักษณะของเจตนาในการกระทำความผิดเป็นอันเดียวกันแม้จะมีการกระทำหลายหนต่อบุคคลหลายคนก็ตามการฆ่าผู้ตายและพยายามฆ่าผู้เสียหายจึงถือว่าเป็นความผิดกรรมเดียวที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้นพิพากษายืน
ข้อมูลคดี
- คู่ความ
- โจทก์ - พนักงานอัยการ สำนักงาน อัยการ สูงสุด
จำเลย - นาย ฉอ้อน เทพสุวรรณ์ - กฎหมายที่อ้าง
- ประมวลกฎหมายอาญา — ม. 288, ม. 90, ม. 80
- องค์คณะ
- ธวัชชัย พิทักษ์พล
มีพาศน์ โปตระนันทน์
สมปอง เสนเนียม
ที่มาของข้อมูล — ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในศาลฎีกา
ศาลฎีกา เลขที่ 6 ถนนราชดำเนินใน แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร 10200 ✓ ตรวจสอบแล้ว
ข้อมูลเป็นคำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น/ย่อยาว) ตามที่ศาลเผยแพร่ ไม่ใช่ข้อความคำพิพากษาฉบับเต็ม — ตรวจกับต้นฉบับจากแหล่งทางการของศาลฎีกาก่อนอ้างอิง · ระบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา