ฎีกา ปี พ.ศ. 2539
ฎีกาที่ 6959/2539
คำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น)
ปุ๋ยเคมีที่จำเลยที่1ผลิตออกจำหน่ายมีลักษณะไม่ถูกต้องตามมาตรฐานโดยมีปริมาณธาตุอาหารรับรองต่ำกว่าร้อยละสิบจากเกณฑ์ต่ำสุดตามที่ขึ้นทะเบียนไว้จึงต้องถือว่าเป็นปุ๋ยเคมีปลอมตามพระราชบัญญัติปุ๋ยพ.ศ.2518มาตรา32(5)และเป็นกรณีที่ผู้กระทำความผิดซึ่งต้องรับโทษเป็นนิติบุคคลจำเลยที่3ผู้ดำเนินกิจการของนิติบุคคลย่อมต้องรับโทษตามที่พระราชบัญญัติปุ๋ยพ.ศ.2518มาตรา71บัญญัติไว้เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าตนมิได้มีส่วนในการกระทำความผิดของนิติบุคคลนั้น
คำพิพากษาย่อ (ย่อยาว)
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติปุ๋ย พ.ศ. 2518มาตรา 30(1)(2), 32(5), 33(1), 34, 62, 63, 64, 65, 71, 72ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91 และริบปุ๋ยเคมีของกลางทั้งหมดจำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพว่า ร่วมกันผลิตและมีไว้เพื่อขายซึ่งปุ๋ยเคมีผิดมาตรฐาน ข้อหาอื่นให้การปฏิเสธศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติปุ๋ย พ.ศ. 2518 มาตรา 30(1)(2), 32(5), 33(1), 62, 63 วรรคหนึ่ง,64 มาตรา 65 วรรคหนึ่ง,71, 72 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83ความผิดข้อหาผลิตปุ๋ยเคมีปลอมและปุ๋ยเคมีผิดมาตรฐานเป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ลงโทษข้อหาผลิตปุ๋ยเคมีปลอมตามมาตรา 62 ซึ่งเป็นบทหนัก ปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน60,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 5 ปี และลงโทษจำเลยทั้งสองข้อหามีไว้เพื่อขายซึ่งปุ๋ยเคมีปลอมซึ่งเป็นบทหนักกว่าข้อหามีไว้เพื่อขายซึ่งปุ๋ยเคมีผิดมาตรฐานตามมาตรา 63 วรรคหนึ่งปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 30,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2มีกำหนด 3 ปี จำเลยให้การรับสารภาพชั้นจับกุม ทั้งในชั้นพิจารณาจำเลยให้การรับสารภาพว่าผลิตและมีไว้เพื่อขายซึ่งปุ๋ยเคมีผิดมาตรฐานเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงลงโทษจำเลยทั้งสองข้อหาผลิตปุ๋ยเคมีปลอม ปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 40,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 3 ปี 4 เดือน ข้อหามีไว้เพื่อขายซึ่งปุ๋ยเคมีปลอม ปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 20,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2มีกำหนด 2 ปี รวมปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 60,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 5 ปี 4 เดือน ของกลางริบ คำขอโจทก์นอกจากนี้ให้ยกจำเลย ทั้ง สอง อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ ภาค 3 พิพากษายืนจำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า จำเลยที่ 1เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีจำเลยที่ 2 และนางนิวัท สุพรรณคง เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 เป็นผู้ได้รับอนุญาตให้ผลิตปุ๋ยเคมีเพื่อการค้าเลขที่ 44/2532 ตามใบอนุญาตผลิตปุ๋ยเคมีเพื่อการค้าเอกสารหมายจ.2 และได้รับใบสำคัญการขึ้นทะเบียนปุ๋ยเคมีเลขที่ 670/2532ให้เป็นผู้ผลิตปุ๋ยเคมีเชิงผสม ตราใบมะกรูด สูตรปุ๋ยเคมี 16-8-8หมายถึงมีปริมาณขั้นต่ำของธาตุอาหารหลักร้อยละของน้ำหนักไนโตรเจนทั้งหมด 16 ฟอสเฟตที่เป็นประโยชน์ 8 และโปแตชที่ละลายน้ำ 8 ตามเอกสารหมาย จ.3 และ จ.4 จำเลยที่ 1 ผลิตปุ๋ยเคมีดังกล่าวออกจำหน่ายให้แก่ประชาชน โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ดำเนินกิจการ ใช้ชื่อทางการค้าว่า "ปุ๋ยเคมีกรีนแอนด์โกลด์16-8-8" ตราใบมะกรูด ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้องจำเลยทั้งสองร่วมกันผลิตปุ๋ยเคมีผิดมาตรฐานจำนวน 5 กระสอบกระสอบละ 50 กิโลกรัม รวมน้ำหนัก 250 กิโลกรัม และร่วมกันมีไว้เพื่อขายซึ่งปุ๋ยเคมีผิดมาตรฐานดังกล่าว มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันผลิตปุ๋ยเคมีปลอมและมีไว้เพื่อขายซึ่งปุ๋ยเคมีปลอมหรือไม่ได้ความจากคำเบิกความของนางอภิญญา รุจิธารณวงศ์ นักวิชาการเกษตร 6 กองควบคุมพืชและวัสดุการเกษตร กรมวิชาการเกษตร ผู้มีหน้าที่ตรวจและควบคุมผู้ผลิตปุ๋ย ผู้นำเข้า และผู้จำหน่ายทั่วประเทศว่าเมื่อวันที่21 มิถุนายน 2534 พยานได้ไปตรวจโรงงานของจำเลยที่ 1และได้ขอสุ่มเก็บตัวอย่างปุ๋ยเคมีที่ผลิตสูตร 16-8-8 ไปตรวจวิเคราะห์ ผลการตรวจวิเคราะห์ปรากฏว่าไม่เป็นไปตามสูตรโดยมีปริมาณของธาตุอาหารหลักร้อยละของน้ำหนักไนโตรเจน 12.17ฟอสเฟตที่เป็นประโยชน์ 5.63 และโปแตชที่ละลายน้ำ 7.50 ตามหนังสือแจ้งผลการวิเคราะห์ตัวอย่างปุ๋ยเคมีเอกสารหมาย จ.7ต่อมาเมื่อวันที่ 12 กันยายน 2534 พยานได้ขอสุ่มเก็บตัวอย่างปุ๋ยเคมีสูตร 16-8-8 จากโรงงานของจำเลยที่ 1 ไปตรวจวิเคราะห์อีก ผลการตรวจวิเคราะห์ปรากฏว่าไม่เป็นไปตามสูตรเช่นกัน โดยมีปริมาณธาตุอาหารหลักร้อยละของน้ำหนักไนโตรเจน 13.54 ฟอสเฟตที่เป็นประโยชน์ 7.44 โปแตชที่ละลายน้ำ 7.40 ตามหนังสือแจ้งผลการวิเคราะห์ตัวอย่างปุ๋ยเคมีเอกสารหมาย จ.9 นอกจากนี้พนักงานสอบสวนได้สุ่มเก็บตัวอย่างปุ๋ยเคมีที่ยึดไว้ไปตรวจวิเคราะห์ ผลการตรวจวิเคราะห์ปรากฏว่าปริมาณธาตุอาหารหลักเพิ่มขึ้นโดยมีไนโตรเจน13.44 ฟอสเฟตที่เป็นประโยชน์ 9.70 โปแตชที่ละลายน้ำ 9.84ตามหนังสือแจ้งผลการวิเคราะห์ตัวอย่างปุ๋ยเคมีเอกสารหมาย จ.14ศาลฎีกาเห็นว่า แม้การตรวจวิเคราะห์ปุ๋ยเคมีทั้งสามครั้งจะมีปริมาณธาตุอาหารหลักแต่ละครั้งแตกต่างกัน ซึ่งความแตกต่างดังกล่าวเกิดจากสาเหตุหลายปัจจัยก็ตามแต่ก็เป็นการเห็นได้ว่าปุ๋ยเคมีที่เก็บตัวอย่างมาตรวจวิเคราะห์นั้น ไม่เป็นไปตามสูตรที่ขึ้นทะเบียนไว้ และในการผลิตปุ๋ยเคมีเพื่อการค้าดังกล่าวทางราชการได้กำหนดเกณฑ์คลาดเคลื่อนของปริมาณธาตุอาหารที่มีในปุ๋ยเคมีทุกชนิดที่อนุญาตให้คลาดเคลื่อน หรือแตกต่างในการนำ การเตรียมการและการวิเคราะห์ตัวอย่างปุ๋ยเคมี เพื่อตรวจสอบปริมาณธาตุอาหารรับรองตามประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เอกสารหมาย ป.จ.2ไว้แล้ว จำเลยจะอ้างว่าโรงงานผลิตปุ๋ยเคมีของจำเลยเป็นโรงงานขนาดเล็ก เครื่องมือของจำเลยไม่ทันสมัยค่าธาตุในส่วนประกอบของปุ๋ยเคมีจึงเปลี่ยนแปลงได้ย่อมฟังไม่ขึ้น เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าปุ๋ยเคมีที่จำเลยที่ 1 ผลิตออกจำหน่ายมีลักษณะไม่ถูกต้องตามมาตรฐานโดยมีปริมาณธาตุอาหารรับรองต่ำกว่าร้อยละสิบจากเกณฑ์ต่ำสุดตามที่ขึ้นทะเบียนไว้จึงต้องถือว่าเป็นปุ๋ยเคมีปลอมตามพระราชบัญญัติปุ๋ย พ.ศ. 2518 มาตรา 32(5) ที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า แม้จำเลยที่ 2 จะเป็นผู้ดำเนินกิจการตามใบอนุญาตผลิตปุ๋ยเคมีเพื่อการค้าเอกสารหมาย จ.2 แต่จำเลยที่ 2ก็ไม่ได้ผลิตปุ๋ยเคมีในนามของตนเอง หากแต่ผลิตในนามของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดตามฟ้องนั้น เห็นว่าเมื่อข้อเท็จจริงฟังได้แล้วว่าปุ๋ยเคมีที่จำเลยที่ 1 ผลิตขึ้นเป็นปุ๋ยเคมีปลอม จึงเป็นกรณีที่ผู้กระทำความผิดซึ่งต้องรับโทษเป็นนิติบุคคล จำเลยที่ 2 ผู้ดำเนินกิจการของนิติบุคคลย่อมต้องรับโทษตามที่พระราชบัญญัติปุ๋ย พ.ศ. 2518 มาตรา 71 บัญญัติไว้เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าตนมิได้มีส่วนในการกระทำความผิดของนิติบุคคลนั้น แต่ก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ได้นำสืบพิสูจน์ถึงความข้อนี้ทั้งในชั้นจับกุมจำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพข้อหาผลิตปุ๋ยเคมีปลอมตลอดข้อกล่าวหาตามบันทึกการจับกุมเอกสารหมาย จ.11พยานหลักฐานโจทก์ฟังได้โดยปราศจากสงสัยว่า จำเลยทั้งสองร่วมกัน>ผลิตปุ๋ยเคมีปลอม และมีไว้เพื่อขายซึ่งปุ๋ยเคมีปลอม พยานหลักฐานจำเลยไม่อาจหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ได้พิพากษายืน
ข้อมูลคดี
- คู่ความ
- โจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดนครปฐม
จำเลย - บริษัท กรีนแอนด์โกลด์ จำกัด กับพวก - กฎหมายที่อ้าง
- พระราชบัญญัติปุ๋ย พ.ศ.2518 — ม. 32 (5), ม. 71
- องค์คณะ
- จรัญ หัตถกรรม
นาม ยิ้มแย้ม
เหล็ก ไทรวิจิตร
ที่มาของข้อมูล — ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในศาลฎีกา
ศาลฎีกา เลขที่ 6 ถนนราชดำเนินใน แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร 10200 ✓ ตรวจสอบแล้ว
ข้อมูลเป็นคำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น/ย่อยาว) ตามที่ศาลเผยแพร่ ไม่ใช่ข้อความคำพิพากษาฉบับเต็ม — ตรวจกับต้นฉบับจากแหล่งทางการของศาลฎีกาก่อนอ้างอิง · ระบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา