ฎีกา ปี พ.ศ. 2545 อาญา

ฎีกาที่ 6968/2545

คำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น)

การที่จำเลยจอดรถในทางเดินรถโดยไม่แสดงเครื่องหมายหรือสัญญาณตามพระราชบัญญัติจราจรทางบกฯ มาตรา 56 วรรคสอง,152 เป็นสาเหตุส่วนหนึ่งของการกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายและได้รับอันตรายแก่กาย ซึ่งเป็นการกระทำที่เกี่ยวเนื่องกันและเป็นผลโดยตรงที่ทำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายและได้รับอันตรายแก่กายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291,390 จึงเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ต้องลงโทษฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด ผู้กระทำความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบกฯ มาตรา 43(4) และ 157ต้องเป็นผู้ขับรถโดยประมาทหรือน่าหวาดเสียวอันอาจเกิดอันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์สิน และตามมาตรา 78 และ 160 ต้องเป็นผู้ขับรถในทางซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลหรือทรัพย์สินของผู้อื่นและไม่หยุดให้ความช่วยเหลือพร้อมแสดงตัวและแจ้งเหตุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ซึ่งการจะเป็นความผิดดังกล่าวได้ต้องเป็นผู้ขับรถที่กำลังแล่นอยู่หาใช่กรณีผู้ขับรถที่จอดหรือหยุดรถไม่ เมื่อจำเลยจอดรถในทางเดินรถ จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานขับรถโดยประมาทและก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลหรือทรัพย์สินของผู้อื่นตามพระราชบัญญัติจราจรทางบกฯ มาตรา 43(4),78,157 และ 160 วรรคหนึ่งปัญหานี้แม้จำเลยมิได้ฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจวินิจฉัยและพิพากษายกฟ้องในความผิดดังกล่าวทั้งสองข้อหาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคหนึ่ง,215,225

คำพิพากษาย่อ (ย่อยาว)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยขับรถยนต์บรรทุกสิบล้อด้วยความประมาทโดยจอดรถล้ำเข้ามาในเส้นทางเดินรถ อันมีลักษณะกีดขวางการจราจรและไม่แสดงเครื่องหมายเพื่อแสดงให้รถยนต์ที่แล่นผ่านไปมาพบเห็น เป็นเหตุให้รถยนต์บรรทุกหกล้อซึ่งมีนายสงค์คำจันทร์ เป็นผู้ควบคุม ขับมาพุ่งเข้าชนรถยนต์ที่จำเลยจอดล้ำอยู่บนถนนที่เกิดเหตุและเป็นเหตุให้นายอำนวย ยางงาม กับนายนิสิต วิเทียนเทียบ ซึ่งโดยสารมากับรถยนต์บรรทุกหกล้อคันดังกล่าวถึงแก่ความตายและได้รับอันตรายแก่กายตามลำดับกับรถยนต์บรรทุกหกล้อได้รับความเสียหาย ภายหลังเกิดเหตุดังกล่าวจำเลยไม่ให้ความช่วยเหลือตามสมควรและไม่ไปแสดงตัวกับแจ้งเหตุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ที่ใกล้เคียงทันที เป็นเหตุให้บุคคลอื่นถึงแก่ความตายและได้รับอันตรายแก่กาย ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291, 390, 91 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522มาตรา 5, 43(4), 56, 78, 157, 160จำเลยให้การปฏิเสธศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 291, 390 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43(4), 56 วรรคสอง, 78, 152, 160 วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันเรียงกระทงลงโทษ ฐานขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายและได้รับอันตรายแก่กาย เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบทลงโทษฐานขับรถยนต์โดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย อันเป็นบทหนักตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 90 จำคุก 4 ปี ฐานจอดรถอยู่ในทางเดินรถกีดขวางการจราจรและไม่แสดงเครื่องหมายหรือสัญญาณปรับ 1,000 บาท ฐานขับรถแล้วหลบหนีไม่ให้ความช่วยเหลือตามสมควรและไม่แจ้งเหตุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ที่ใกล้เคียงทันที จำคุก 2 เดือน รวมจำคุก4 ปี 2 เดือน และปรับ 1,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 29, 30จำเลยอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 157 อีกมาตราหนึ่ง ความผิดฐานประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายและได้รับอันตรายแก่กาย ให้จำคุก 1 ปี เมื่อรวมโทษฐานไม่หยุดช่วยเหลือและไม่แจ้งเหตุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ จำคุก 2 เดือน และฐานจอดรถกีดขวางการจราจรและไม่แสดงเครื่องหมายหรือสัญญาณ ปรับ 1,000 บาท ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว คงจำคุก 1 ปี 2 เดือน ปรับ 1,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นจำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยขับรถยนต์บรรทุกสิบล้อหมายเลขทะเบียน 80-5184 ประจวบคีรีขันธ์ ไปตามถนนเพชรเกษม จากอำเภอทับสะแกมุ่งหน้าไปอำเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์ เมื่อมาถึงที่เกิดเหตุซึ่งมีสภาพเป็นทางลงเนินและมืด เครื่องยนต์รถขัดข้องทำให้รถยนต์บรรทุกสิบล้อไม่อาจแล่นต่อไปได้ ต่อมานายประสงค์ คำจันทร์ขับรถยนต์บรรทุกหกล้อหมายเลขทะเบียน 81-0892 ราชบุรี แล่นมาในทิศทางเดียวกันกับรถยนต์บรรทุกสิบล้อ เมื่อมาถึงบริเวณที่เกิดเหตุรถยนต์บรรทุกหกล้อได้พุ่งชนท้ายรถยนต์บรรทุกสิบล้อคันดังกล่าวในขณะที่รถยนต์บรรทุกสิบล้อจอดเพราะเครื่องยนต์ขัดข้องอยู่เป็นเหตุให้ผู้ที่โดยสารมากับรถยนต์บรรทุกหกล้อได้แก่นายอำนวย ยางงาม ถึงแก่ความตาย และนายนิสิต วิเทียนเทียบ ได้รับอันตรายแก่กาย ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำผิดตามฟ้องหรือไม่ ที่จำเลยฎีกาว่าขณะเกิดเหตุรถยนต์บรรทุกสิบล้อคันที่จำเลยขับจอดอยู่ระหว่างเส้นแบ่งที่พักรถกับไหล่ถนน ไม่ได้จอดคร่อมเส้นแบ่งช่องทางเดินรถซึ่งเป็นเส้นประ และเมื่อจำเลยจอดรถยนต์บรรทุกสิบล้อแล้ว เครื่องยนต์รถขัดข้อง ระบบไฟฟ้าเสีย ทำให้ไม่อาจให้สัญญาณไฟได้ แต่จำเลยก็ได้พยายามหากิ่งไม้และทางมะพร้าวมาไว้บนถนนเพื่อแสดงให้เห็นว่ามีรถจอดอยู่ เหตุรถชนกันดังกล่าวจึงไม่ได้เกิดจากความประมาทและผลโดยตรงจากการกระทำของจำเลยแต่อย่างใดนั้น เห็นว่า โจทก์มีนายแสน กรุงษาสี ซึ่งอาศัยมากับรถยนต์บรรทุกสิบล้อเบิกความว่า นายแสนอาศัยโดยสารรถยนต์บรรทุกสิบล้อมาเพื่อเดินทางไปจังหวัดนครปฐม เมื่อมาถึงที่เกิดเหตุสภาพถนนเป็นเนินลาดลง ไฟหน้ารถยนต์บรรทุกสิบล้อดับจำเลยจะจอดรถเข้าข้างทางแต่เครื่องยนต์รถดับด้วย จำเลยจึงจอดรถยนต์บรรทุกสิบล้อบริเวณช่องเส้นประของถนนด้านซ้ายมือโดยในชั้นสอบสวนนายแสนก็ได้ให้การว่าเมื่อรถยนต์บรรทุกสิบล้อระบบไฟในรถดับลงจำเลยพยายามบังคับรถให้ชิดขอบถนนเพื่อจะจอด แต่ไม่สามารถเข้าชิดขอบถนนได้เนื่องจากมีรถเทลเลอร์จอดอยู่ก่อน จึงจอดคร่อมเส้นแบ่งช่องทางเดินรถซึ่งเป็นเส้นประซึ่งตรงกับคำให้การของจำเลยในชั้นสอบสวนตามบันทึกคำให้การของผู้ต้องหาที่ว่าจำเลยนำรถจอดข้างทางไม่ได้ เพราะมีรถเทลเลอร์จอดชิดขอบทางด้านซ้ายของถนนจำเลยจึงจอดคร่อมช่องทางเดินรถซึ่งเป็นเส้นประ และเมื่อพิจารณาแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุกับภาพถ่าย เห็นได้ว่า ถนนบริเวณที่เกิดเหตุมีช่องเดินรถทางตรง 2 ช่องทาง มีเครื่องหมายลูกศรสีขาว และถัดจากช่องเดินรถช่องขวามือเป็นช่องทางสำหรับกลับรถยนต์ ส่วนด้านซ้ายมือของช่องเดินรถช่องที่ 1 จะเป็นช่องทางสำหรับจอดรถหรือพักรถ ถัดจากช่องนี้ไปจะเป็นไหล่ถนนส่วนที่เป็นเส้นประก็คือเส้นที่กั้นระหว่างช่องทางสำหรับจอดรถหรือพักรถกับช่องเดินรถช่องที่ 1 สำหรับรอยห้ามล้อของรถยนต์บรรทุกหกล้อตามที่ปรากฏในแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุ จะอยู่ในช่องเดินรถช่องที่ 1 ซ้ายมือ ห่างจากบริเวณที่พบเศษกระจกตกประมาณ 10 เมตร เศษกระจกกระจายตามพื้นส่วนใหญ่ และมีกระสอบปลาป่นตกจากรถยนต์บรรทุกสิบล้ออีก4 กระสอบอยู่ห่างจากบริเวณที่เศษกระจกตกประมาณ 3 เมตร อยู่ในช่องเดินรถช่องที่ 1ซ้ายมือเช่นกัน ประกอบกับสภาพความเสียหายของรถยนต์บรรทุกหกล้อตามภาพถ่ายจะอยู่ตรงบริเวณด้านหน้าซ้ายของรถ ส่วนรถยนต์บรรทุกสิบล้อได้รับความเสียหายเฉพาะด้านท้ายรถมุมด้านขวา แสดงว่ารถยนต์บรรทุกหกล้อพุ่งชนส่วนท้ายมุมขวาของรถยนต์บรรทุกสิบล้อเท่านั้น ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า จำเลยจอดรถยนต์บรรทุกสิบล้อคร่อมเส้นประล้ำเข้าไปในช่องทางเดินรถช่องที่ 1 ด้านซ้ายมือซึ่งแม้จะเป็นกรณีจำเป็นที่จำเลยจะต้องจอดรถอยู่ในทางเดินรถเนื่องจากเครื่องยนต์ขัดข้อง แต่จำเลยก็ต้องแสดงเครื่องหมายหรือสัญญาณตามที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวง ฉบับที่ 11 (พ.ศ. 2525) ออกตามความในพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 ได้แก่ เครื่องหมายทำด้วยแผ่นโลหะรูปสามเหลี่ยมด้านเท่ามีความยาวไม่ต่ำกว่าด้านละ 50 เซนติเมตร ติดด้วยแถบสะท้อนแสงพื้นสีขาว ขอบสีแดงกว้าง 5 เซนติเมตร มีรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าสีดำ กว้าง 8 เซนติเมตร ยาว15 เซนติเมตร หัวท้ายมนอยู่บนพื้นสีขาวในแนวดิ่งพร้อมขาตั้ง โดยให้ฐานของรูปสามเหลี่ยมขนานกับพื้นไว้ทั้งด้านหน้าและด้านหลังของรถห่างจากรถไม่ต่ำกว่า 50 เมตรหรือมิฉะนั้นต้องให้สัญญาณเป็นไฟกระพริบสีเหลืองอำพันหรือสีขาวติดอยู่หน้ารถทั้งด้านซ้ายและด้านขวาและสัญญาณไฟกระพริบสีแดงหรือสีเหลืองอำพันติดอยู่ท้ายรถทั้งด้านซ้ายและด้านขวาเพื่อแสดงให้รถยนต์ที่แล่นผ่านไปมาพบเห็น และไม่ชนกับรถยนต์บรรทุกสิบล้อคันที่จำเลยขับจอด แต่ก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยได้แสดงเครื่องหมายหรือสัญญาณไฟดังกล่าวแต่อย่างใด จำเลยคงอ้างแต่เพียงว่าจำเลยได้ตัดกิ่งไม้และทางมะพร้าววางไว้บนถนน ซึ่งก็ไม่ได้ความว่ากิ่งไม้และทางมะพร้าวมีจำนวนมากเพียงพอที่จะทำให้ผู้ที่ขับรถยนต์แล่นมาในช่องทางเดินรถที่เกิดเหตุเห็นได้ชัดเจนในระยะทางที่สามารถหลีกเลี่ยงหรือห้ามล้อได้ทันหรือไม่ จำเลยเองก็นำสืบรับว่าสภาพอากาศในวันเวลาที่เกิดเหตุมีพายุฝนตกตลอดคืน ถนนบริเวณที่เกิดเหตุเป็นทางลงเนินและมืดเมื่อจำเลยไม่ได้ทำเครื่องหมายหรือสัญญาณไฟตามที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวงดังกล่าวจึงเป็นการยากที่ผู้ขับขี่รถยนต์ที่แล่นมาในช่องทางเดินรถช่องนี้จะขับหลบหลีกหรือห้ามล้อไม่ให้ชนกับรถยนต์บรรทุกสิบล้อที่จอดอยู่ได้ทัน เหตุรถชนกันดังกล่าวจึงเกิดจากการกระทำโดยประมาทของจำเลย จำเลยมีความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย และได้รับอันตรายแก่กายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291, 390 และฐานจอดรถในทางเดินรถโดยไม่แสดงเครื่องหมายหรือสัญญาณตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 56 วรรคสอง, 152 การที่จำเลยจอดรถในทางเดินรถโดยไม่แสดงเครื่องหมายหรือสัญญาณเป็นสาเหตุส่วนหนึ่งของการกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายและได้รับอันตรายแก่กาย เป็นการกระทำที่เกี่ยวเนื่องกันและเป็นผลโดยตรงที่ทำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายและได้รับอันตรายแก่กาย จึงเป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทต้องลงโทษฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด ปัญหานี้แม้จำเลยจะมิได้ฎีกาแต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง, 225 และที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบกพ.ศ. 2522 มาตรา 43(4), 78, 157 และ 160 วรรคหนึ่ง ด้วยนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วยเพราะความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43(4) และ157 ต้องเป็นผู้ขับขี่ขับรถโดยประมาทหรือน่าหวาดเสียวอันอาจเกิดอันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์สิน และมาตรา 78 และ 160 ต้องเป็นผู้ขับรถหรือขี่รถในทางซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลหรือทรัพย์สินของผู้อื่น และไม่หยุดให้ความช่วยเหลือพร้อมแสดงตัวและแจ้งเหตุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งกรณีจะเป็นความผิดตามกฎหมายดังกล่าวต้องเป็นผู้ขับขี่รถที่กำลังแล่นอยู่ หาใช่กรณีผู้ขับรถที่จอดรถอยู่หรือหยุดรถไม่เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยจอดรถในทางเดินรถ การกระทำของจำเลยไม่ได้ขับรถโดยประมาท และไม่ได้ขับรถในทางซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลหรือทรัพย์สินของผู้อื่น การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43(4),78, 157 และ 160 วรรคหนึ่ง ปัญหาดังกล่าวแม้จำเลยจะไม่ได้ฎีกาขึ้นมาในข้อกฎหมายศาลฎีกามีอำนาจวินิจฉัยและพิพากษายกฟ้องในความผิดดังกล่าวทั้งสองข้อหาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคหนึ่ง, 215, 225 ส่วนที่จำเลยฎีกาขอให้รอการลงโทษ โดยอ้างว่าผู้ขับรถยนต์บรรทุกหกล้อมีส่วนกระทำผิดด้วยและเกิดเหตุแล้วได้หลบหนีไปทันที แต่จำเลยเข้ามอบตัวนั้น เห็นว่า หลังเกิดเหตุจำเลยไม่ได้ช่วยเหลือญาติของผู้ตายหรือผู้เสียหายเพื่อเป็นการบรรเทาผลของการกระทำความผิด อีกทั้งยังหลบหนีไปจึงไม่มีเหตุสมควรที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบกพ.ศ. 2522 มาตรา 43(4), 78, 157 และ 160 วรรคหนึ่ง สำหรับความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291, 390 และความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 56, 152 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 ซึ่งเป็นกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 คงจำคุก 1 ปี

ข้อมูลคดี

คู่ความ
โจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์
จำเลย - นายทองคำ วงษ์คงคำหรือวงษ์ทองคำ
กฎหมายที่อ้าง
ประมวลกฎหมายอาญา — ม. 90, ม. 291, ม. 390
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา — ม. 185, ม. 215, ม. 225
พระราชบัญญัติจราจรทางบก — ม. 43 (4), ม. 56, ม. 78, ม. 152, ม. 157, ม. 160
องค์คณะ
วัฒนชัย โชติชูตระกูล
อภิชาต สุขัคคานนท์
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์

ที่มาของข้อมูล — ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในศาลฎีกา
ศาลฎีกา เลขที่ 6 ถนนราชดำเนินใน แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร 10200 ✓ ตรวจสอบแล้ว

ข้อมูลเป็นคำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น/ย่อยาว) ตามที่ศาลเผยแพร่ ไม่ใช่ข้อความคำพิพากษาฉบับเต็ม — ตรวจกับต้นฉบับจากแหล่งทางการของศาลฎีกาก่อนอ้างอิง · ระบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา

ค้นหาฎีกาอื่นข้อกฎหมายและมาตรา