ฎีกา ปี พ.ศ. 2543 แพ่ง

ฎีกาที่ 6981/2543

คำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น)

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งงดสืบพยานจำเลยและนัดฟังคำพิพากษาจำเลยมิได้โต้แย้งคำสั่งงดสืบพยานดังกล่าวซึ่งเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาจึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 226 จำเลยมิได้อุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้น แต่กลับมายื่นคำขอให้พิจารณาใหม่ ทั้งที่ศาลชั้นต้นมิได้มีคำสั่งว่า จำเลยขาดนัดพิจารณาและพิพากษาให้จำเลยแพ้คดีเพราะเหตุขาดนัดรูปคดีจึงไม่มีทางขอให้พิจารณาใหม่ได้ไม่ว่าศาลฎีกาจะวินิจฉัยข้อกฎหมายของจำเลยเป็นประการใดก็ตาม คดีของจำเลยย่อมจะไม่มีทางขอให้พิจารณาใหม่ได้เช่นเดิม ฎีกาของจำเลยเช่นนี้ไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย

คำพิพากษาย่อ (ย่อยาว)

คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน105,188.34 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินจำนวน 104,535 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ครั้นโจทก์สืบพยานเสร็จสิ้นแล้ว จำเลยจึงนำพยานเข้าสืบต่อมาจนเหลือพยานปากสุดท้าย แต่จำเลยไม่มาศาลและมิได้นำพยานเข้าสืบตามกำหนด ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งว่า ถือว่าจำเลยไม่ติดใจสืบพยานที่เหลือ และพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน104,535 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 21 พฤษภาคม 2540 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า กรณีไม่อาจพิจารณาใหม่ได้ ยกคำร้องจำเลยอุทธรณ์ว่า จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่ตามความในมาตรา 208 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งโดยบรรยายข้อเท็จจริงถึงสาเหตุแห่งการขาดนัดพิจารณาว่าเป็นเพราะเหตุใด ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งแต่เพียงว่า "กรณีไม่อาจพิจารณาใหม่ได้ยกคำร้อง" โดยไม่ระบุถึงเหตุผลว่าเป็นเพราะเหตุใดจึงไม่อาจยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่ได้ จึงเป็นคำสั่งที่ไม่ถูกต้องสมบูรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืนจำเลยฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า คำสั่งยกคำขอให้พิจารณาใหม่ของศาลชั้นต้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งแต่เพียงว่า "กรณีไม่อาจพิจารณาใหม่ได้ ยกคำร้อง" โดยไม่กล่าวหรือแสดงเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยทั้งปวงว่าเป็นเพราะเหตุใด กรณีจึงไม่อาจพิจารณาใหม่ได้จึงเป็นคำสั่งที่ไม่ถูกต้องชอบด้วยกฎหมาย ศาลฎีกาเห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งงดสืบพยานจำเลยเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2541และนัดฟังคำพิพากษาวันที่ 26 พฤศจิกายน 2541 จำเลยมิได้โต้แย้งคำสั่งงดสืบพยานดังกล่าวซึ่งเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 226และจำเลยมิได้อุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้น แต่กลับมายื่นคำขอให้พิจารณาใหม่ ทั้งที่ศาลชั้นต้นมิได้มีคำสั่งว่า จำเลยขาดนัดพิจารณาและพิพากษาให้จำเลยแพ้คดีเพราะเหตุขาดนัด รูปคดีจึงไม่มีทางขอให้พิจารณาใหม่ได้ ดังนั้น ไม่ว่าศาลฎีกาจะวินิจฉัยข้อกฎหมายของจำเลยเป็นประการใดก็ตาม คดีของจำเลยย่อมจะไม่มีทางขอให้พิจารณาใหม่ได้เช่นเดิม ฎีกาของจำเลยดังเช่นคดีนี้ไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยให้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่งพิพากษาให้ยกฎีกาของจำเลย คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาทั้งหมดให้แก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและศาลฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ

ข้อมูลคดี

คู่ความ
โจทก์ - นาย มงคล สาธิตสวัสดิ์
จำเลย - นาย โยธิน ศรีศุภวิชากิจ
กฎหมายที่อ้าง
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง — ม. 86, ม. 104, ม. 226, ม. 240, ม. 249
องค์คณะ
ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์
ระพินทร บรรจงศิลป
ผล อนุวัตรนิติการ

ที่มาของข้อมูล — ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในศาลฎีกา
ศาลฎีกา เลขที่ 6 ถนนราชดำเนินใน แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร 10200 ✓ ตรวจสอบแล้ว

ข้อมูลเป็นคำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น/ย่อยาว) ตามที่ศาลเผยแพร่ ไม่ใช่ข้อความคำพิพากษาฉบับเต็ม — ตรวจกับต้นฉบับจากแหล่งทางการของศาลฎีกาก่อนอ้างอิง · ระบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา

ค้นหาฎีกาอื่นข้อกฎหมายและมาตรา