ฎีกา ปี พ.ศ. 2540 อาญา
ฎีกาที่ 6987/2540
คำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น)
จำเลยได้กระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนปริมาณ 0.589 กรัม เกินปริมาณรัฐมนตรีประกาศกำหนดไว้ในครอบครอง และเมื่อประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 97(พ.ศ. 2539) ซึ่งออกตามความในพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2518 และประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 135(พ.ศ. 2539) ซึ่งออกตามความในพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มีผลเป็นเพียงให้เมทแอมเฟตามีนถูกเพิกถอนจากการเป็นวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 มาเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 เท่านั้น โดยไม่มีบทกฎหมายใดบัญญัติยกเลิกความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองแต่อย่างใด ฉะนั้นจำเลยจึงยังมีความผิดและต้องรับโทษฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองอยู่ ส่วนจะต้องรับโทษตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทหรือตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ ย่อมเป็นเรื่องกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำผิดแตกต่างกับกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำผิด ซึ่งต้องใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่จำเลย คือตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 67 ทั้งนี้ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3
คำพิพากษาย่อ (ย่อยาว)
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2537 เวลากลางวันจำเลยกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกันคือ จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนอันเป็นวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 จำนวน 33 เม็ด น้ำหนัก 2.67 กรัม มีปริมาณเมทแอมเฟตามีน 0.589 กรัมเกินปริมาณที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดไว้ในครอบครองกับเสพเมทแอมเฟตามีนโดยวิธีสูดเข้าร่างกายและมีกัญชา 1 ห่อ น้ำหนัก 0.78 กรัม ไว้ในครอบครองโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทพ.ศ. 2518 มาตรา 4, 5, 6, 11, 62, 62 ตรี, 106, 106 ทวิ, 106 ตรี, 116 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 26, 76, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 และขอให้ริบของกลางจำเลยให้การปฏิเสธศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ. 2522 มาตรา 15, 26 วรรคหนึ่ง, 57, 67, 76 วรรคหนึ่ง และ 91 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน เรียงกระทงลงโทษ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91 ความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองให้จำคุก 3 ปี ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุก 1 ปี ฐานมีกัญชาไว้ในครอบครองจำคุก 3 เดือน รวมจำคุก 4 ปี3 เดือน ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี 10 เดือน ริบของกลางจำเลยอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยไม่มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 57, 91 เรียงกระทงลงโทษจำเลยในความผิดตามมาตรา 15, 26 วรรคหนึ่ง, 67 และ 76 วรรคหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุก 3 ปี 3 เดือน ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี 2 เดือน คืนขวดแก้วใสสายยางเล็กและท่อเหล็กแก่เจ้าของ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นจำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง เจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลย นายมนัส รอดนารี นายอนันต์ ศักดิ์สุภาพ และนายนุกูล สิงห์โต และยึดได้เมทแอมเฟตามีนจำนวน 33 เม็ด น้ำหนัก 2.67 กรัม มีปริมาณเมทแอมเฟตามีน 0.589 กรัม กัญชา 1 ห่อ น้ำหนัก 0.78 กรัม เป็นของกลางมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนเกินปริมาณที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด และมีกัญชาของกลางไว้ในครอบครองหรือไม่นั้น พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักรับฟังได้ว่า จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนมีปริมาณ 0.589 กรัม เกินปริมาณรัฐมนตรีประกาศกำหนดและกัญชาของกลางไว้ในครอบครองจริง ส่วนพยานหลักฐานของจำเลยจึงไม่มีน้ำหนักรับฟังหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ สำหรับฎีกาข้อกฎหมายที่จำเลยฎีกาว่า การที่มีประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 97 (พ.ศ. 2539) ยกเลิกประกาศกระทรวงสาธารณสุขฉบับต่าง ๆ หลายฉบับ เป็นเหตุให้เมทแอมเฟตามีนไม่อยู่ในกำหนดชื่อและประเภทของวัตถุออกฤทธิ์ในทุกประเภทต่อไป และมีประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 135 (พ.ศ. 2539) เรื่องระบุชื่อและประเภทยาเสพติดให้โทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 ระบุให้เมทแอมเฟตามีนเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 มีผลให้จำเลยไม่มีความผิดและไม่ต้องรับโทษหรือไม่ เห็นว่า ประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 97 (พ.ศ. 2539) ซึ่งออกตามความในพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2518 และประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 135 (พ.ศ. 2539) ซึ่งออกตามความในพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 นั้น มีผลเป็นเพียงให้เมทแอมเฟตามีนถูกเพิกถอนจากการเป็นวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 มาเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท ที่ 1 เท่านั้น โดยไม่มีบทกฎหมายใดบัญญัติยกเลิกความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองแต่อย่างใด ฉะนั้นจำเลยจึงยังมีความผิดและต้องรับโทษฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองอยู่ แต่จะต้องรับโทษตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทหรือตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ ย่อมเป็นเรื่องกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำผิดแตกต่างกับกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำผิดซึ่งต้องใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่จำเลย เมื่อพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 67 ระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี และปรับตั้งแต่หนึ่งหมื่นบาทถึงหนึ่งแสนบาทมีระวางโทษเบากว่าระวางโทษตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2518 มาตรา 106 ทวิ ที่ใช้อยู่ในขณะจำเลยกระทำความผิด ซึ่งระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่หนึ่งแสนบาทถึงสี่แสนบาท จึงเป็นกฎหมายส่วนที่เป็นคุณ ต้องปรับบทลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ. 2522 มาตรา 67 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 มิใช่เป็นกรณีที่กฎหมายยกเลิกความผิดดังที่จำเลยอ้างพิพากษายืน
ข้อมูลคดี
- คู่ความ
- โจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดนครปฐม
จำเลย - นาย สำราญ ปานสกุล - กฎหมายที่อ้าง
- ประมวลกฎหมายอาญา — ม. 3
พระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 — ม. 62 วรรคหนึ่ง, ม. 106 ทวิ
พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 — ม. 67
ประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 97 (พ.ศ.2539)
ประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 135 (พ.ศ.2539) เรื่อง ระบุชื่อและประเภทยาเสพติดให้โทษ - องค์คณะ
- อร่าม หุตางกูร
สุนทร สิทธิเวชวิจิตร
อำนวย เต้พันธ์
ที่มาของข้อมูล — ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในศาลฎีกา
ศาลฎีกา เลขที่ 6 ถนนราชดำเนินใน แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร 10200 ✓ ตรวจสอบแล้ว
ข้อมูลเป็นคำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น/ย่อยาว) ตามที่ศาลเผยแพร่ ไม่ใช่ข้อความคำพิพากษาฉบับเต็ม — ตรวจกับต้นฉบับจากแหล่งทางการของศาลฎีกาก่อนอ้างอิง · ระบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา