ฎีกา ปี พ.ศ. 2542 แพ่ง
ฎีกาที่ 7172/2542
คำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น)
ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง อัตราค่าจ้างขั้นต่ำ ประกาศกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม เรื่อง อัตราค่าจ้างขั้นต่ำเป็นประกาศซึ่งมีสภาพใช้บังคับอย่างกฎหมาย ศาลต้องรู้เอง ตามสัญญาว่าจ้างระหว่างโจทก์กับจำเลยได้ระบุหมายเหตุไว้ว่าค่าบริการจะถูกปรับเพิ่มสูงขึ้นในอัตราร้อยละเดียวกันกับการปรับเพิ่มอัตราค่าจ้างขั้นต่ำโดยให้มีผลในขณะเดียวกันกับที่ค่าจ้างขั้นต่ำที่ปรับสูงขึ้นนั้นมีผลใช้บังคับ ถือได้ว่าจำเลยยินยอมให้โจทก์ปรับค่าบริการเพิ่มสูงขึ้นได้เท่าจำนวนการปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำและให้โจทก์ปรับค่าบริการเพิ่มได้ทันทีเมื่อการปรับเพิ่มอัตราค่าจ้างขั้นต่ำมีผลใช้บังคับท. เป็นลูกจ้างของบริษัทควบคุมการก่อสร้างอาคารของจำเลยท. มิได้เป็นลูกจ้างของจำเลย แม้ ท. ตกลงกับโจทก์และโจทก์จัดบริการวิทยุสื่อสารให้พนักงานรักษาความปลอดภัยนำไปใช้เพื่อความสะดวกในการทำงานของพนักงานรักษาความปลอดภัย ก็ถือไม่ได้ว่าจำเลยตกลงให้โจทก์จัดบริการวิทยุสื่อสารดังกล่าว
คำพิพากษาย่อ (ย่อยาว)
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ได้มอบหมายให้จำเลยที่ 2 ผู้จัดการฝ่ายวางแผนของจำเลยที่ 1 หรือจำเลยที่ 2 ในฐานะส่วนตัวทำสัญญาว่าจ้างโจทก์ให้จัดพนักงานรักษาความปลอดภัยไปประจำที่อาคารออริเฟลมอโศกทาวเวอร์ ของจำเลยที่ 1 ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2536 ถึงวันที่ 6เดือนสิงหาคม 2537 โดยวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2536 ให้โจทก์จัดพนักงานรักษาความปลอดภัยจำนวน 3 คน ค่าบริการคนละ 8,400 บาทต่อเดือนหลังจากโจทก์กับจำเลยที่ 2 ทำสัญญาว่าจ้างดังกล่าวแล้ว จำเลยทั้งสองขอเพิ่มจำนวนพนักงานรักษาความปลอดภัยหลายครั้งแต่ละครั้งจำเลยทั้งสองตกลงให้โจทก์ปรับค่าบริการเพิ่มและจำเลยทั้งสองขอเพิ่มบริการวิทยุสื่อสารในการรักษาความปลอดภัยด้วย กล่าวคือ วันที่ 19 กรกฎาคม2536 จำเลยทั้งสองขอเพิ่มพนักงานรักษาความปลอดภัยเป็น 11 คนค่าบริการคนละ 9,130 บาทต่อเดือน และหัวหน้ารักษาความปลอดภัย2 คน ค่าบริการคนละ 13,500 บาทต่อเดือน พร้อมกับให้โจทก์จัดบริการวิทยุสื่อสาร 5 เครื่อง คิดเป็นเงินค่าจ้างเครื่องละ 500 บาทต่อเดือน ต่อมาวันที่ 1 กันยายน 2536 จำเลยทั้งสองขอเพิ่มพนักงานรักษาความปลอดภัยอีก4 คน รวมเป็น 15 คน เนื่องจากรัฐบาลได้ปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ ต่อมาวันที่ 1เมษายน 2537 โจทก์และจำเลยทั้งสองตกลงให้เพิ่มค่าบริการพนักงานรักษาความปลอดภัยเป็นคนละ 9,640 บาทต่อเดือน สำหรับหัวหน้าพนักงานรักษาความปลอดภัยเป็นคนละ 14,250 บาทต่อเดือน ส่วนค่าบริการวิทยุสื่อสารราคาเดิม โจทก์ปฏิบัติตามสัญญาว่าจ้างตลอดมาแต่จำเลยทั้งสองผิดนัดชำระค่าบริการ วันที่ 6 สิงหาคม 2537 โจทก์จึงบอกเลิกสัญญาว่าจ้างดังกล่าวกับจำเลยทั้งสอง ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองค้างค่าบริการ ดังนี้(1) ค่าบริการในส่วนของพนักงานรักษาความปลอดภัยที่เพิ่มขึ้นจำนวน 4 คน ค่าบริการคนละ 9,130 บาทต่อเดือน นับแต่วันที่ 1 กันยายน2536 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2537 รวม 7 เดือน เป็นเงิน 255,640 บาท(2) ค่าบริการตามสัญญาว่าจ้างประจำเดือนมีนาคม 2537เป็นเงิน 129,930 บาท(3) ค่าบริการตามสัญญาว่าจ้างประจำเดือนเมษายน 2537เป็นเงิน 175,600 บาท(4) ค่าบริการตามสัญญาว่าจ้างประจำเดือนพฤษภาคม 2537เป็นเงิน 175,600 บาท(5) ค่าบริการตามสัญญาว่าจ้างประจำเดือนมิถุนายน 2537ซึ่งไม่รวมค่าบริการวิทยุสื่อสาร เป็นเงิน 173,100 บาท(6) ค่าบริการตามสัญญาว่าจ้างประจำเดือนกรกฎาคม 2537เป็นเงิน 173,100 บาท(7) ค่าบริการตามสัญญาว่าจ้างของเดือนสิงหาคม 2537 เพียง 6 วัน เป็นเงิน 34,152 บาทรวมเป็นค่าบริการที่ค้างทั้งสิ้น 1,117,122 บาท ภาษีมูลค่าเพิ่มอัตราร้อยละ 7 เป็นเงิน 78,198.54 บาท รวมเป็นเงินที่จำเลยทั้งสองค้างชำระโจทก์จำนวน 1,195,320.54 บาท จำเลยทั้งสองต้องร่วมกันชำระเงินดังกล่าวแต่ละจำนวนให้แก่โจทก์ภายใน 7 วัน นับแต่วันที่โจทก์ทวงถามจำเลยทั้งสองเพิกเฉย เพื่อความสะดวกในการคำนวณดอกเบี้ย โจทก์คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ7.5 ต่อปีนับแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2537 คำนวณถึงวันฟ้องเป็นดอกเบี้ย 34,431.84บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้นจำนวน 1,229,751.84 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 1,229,751.84 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ7.5 ต่อปีในต้นเงิน 1,117,122 บาทนับแต่วันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จจำเลยทั้งสองให้การว่า สัญญาว่าจ้างเอกสารท้ายฟ้องเป็นสัญญาที่ทำขึ้นระหว่างจำเลยที่ 1 กับโจทก์ จำเลยที่ 2 ลงชื่อในสัญญาดังกล่าวในนามของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ตกลงค่าบริการพนักงานรักษาความปลอดภัยกับโจทก์คนละ 8,400 บาทต่อเดือน แต่โจทก์เรียกเก็บเงินเกินเป็นคนละ 9,130 บาทต่อเดือนโดยจำเลยทั้งสองไม่เคยตกลงให้โจทก์ปรับเพิ่มค่าบริการแต่อย่างใด จำเลยทั้งสองไม่เคยขอใช้เครื่องบริการวิทยุสื่อสาร โจทก์นำวิทยุสื่อสารดังกล่าวเข้ามาใช้เพื่อความสะดวกในการทำงานของโจทก์เอง จำเลยที่ 1 ไม่ต้องชำระเงินตามฟ้องให้แก่โจทก์และจำเลยที่ 2 ไม่ต้องรับผิดเป็นการส่วนตัว ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 984,785.20 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงิน 920,360 บาท นับแต่วันที่ 1ตุลาคม 2537 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน951,185.20 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงิน886,760 บาท นับตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2537 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นโจทก์ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงในชั้นฎีกาฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์2536 จำเลยที่ 1 มอบหมายให้จำเลยที่ 2 ทำสัญญาว่าจ้างโจทก์ให้จัดพนักงานรักษาความปลอดภัย จำนวน 3 คน ไปดูแลความปลอดภัยที่อาคารออริเฟลมทาวเวอร์ ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2536 เป็นต้นไป ค่าบริการคนละ 8,400 บาทต่อเดือนโดยมีข้อตกลงด้วยว่าค่าบริการดังกล่าวยังไม่ได้รวมภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 7 และค่าบริการจะถูกปรับเพิ่มสูงขึ้นในอัตราร้อยละเดียวกันกับการปรับเพิ่มอัตราค่าจ้างขั้นต่ำและให้มีผลในขณะเดียวกันกับที่ค่าจ้างขั้นต่ำที่ปรับสูงขึ้นนั้นมีผลใช้บังคับรายละเอียดปรากฏตามสัญญาว่าจ้างเอกสารหมายจ.3 และคำแปลเอกสารหมาย จ.4 ต่อมาวันที่ 19 กรกฎาคม 2536 จำเลยที่ 1ให้โจทก์จัดพนักงานรักษาความปลอดภัยเพิ่มเป็น 11 คน และให้จัดหัวหน้าพนักงานรักษาความปลอดภัย 2 คน ครั้งสุดท้ายวันที่ 1 กันยายน 2536 จำเลยที่ 1 ให้โจทก์จัดพนักงานรักษาความปลอดภัยเพิ่มอีก 4 คน รวมเป็น15 คน ส่วนหัวหน้าพนักงานรักษาความปลอดภัยจำนวนเท่าเดิม นอกจากนี้โจทก์นำวิทยุสื่อสารจำนวน 5 เครื่อง ให้พนักงานรักษาความปลอดภัยใช้ปฏิบัติงาน โจทก์จัดพนักงานรักษาความปลอดภัยไปดูแลความปลอดภัยที่อาคารดังกล่าวถึงวันที่ 6 สิงหาคม 2537 จึงเลิกสัญญาว่าจ้าง โจทก์ทวงถามจำเลยที่ 1 ให้ชำระค่าบริการตามเอกสารหมาย จ.13 ถึง จ.19 แต่จำเลยที่ 1เพิกเฉยคดีมีประเด็นต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า โจทก์มีสิทธิปรับค่าบริการจากจำเลยที่ 1 ให้เพิ่มสูงขึ้นตามฟ้องได้หรือไม่ เห็นว่าตามสัญญาว่าจ้างระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เอกสารหมาย จ.3 และคำแปลเอกสารหมาย จ.4 ได้ระบุหมายเหตุไว้ว่า ค่าบริการจะถูกปรับเพิ่มสูงขึ้นในอัตราร้อยละเดียวกันกับการปรับเพิ่มอัตราค่าจ้างขั้นต่ำโดยให้มีผลในขณะเดียวกันกับที่ค่าจ้างขั้นต่ำที่ปรับสูงขึ้นนั้นมีผลใช้บังคับเห็นได้ว่าการที่จำเลยที่ 1 มีข้อตกลงดังกล่าวกับโจทก์เช่นนี้ถือได้ว่าจำเลยที่ 1ยินยอมให้โจทก์ปรับค่าบริการเพิ่มสูงขึ้นได้เท่าจำนวนการปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำและให้โจทก์ปรับค่าบริการเพิ่มได้ทันทีเมื่อการปรับเพิ่มอัตราค่าจ้างขั้นต่ำมีผลใช้บังคับที่จำเลยที่ 1 อ้างว่า โจทก์มิได้นำประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่องอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ แสดงต่อศาลเพื่อสนับสนุนว่าโจทก์มีสิทธิปรับค่าบริการเพิ่มสูงขึ้น เป็นการกล่าวอ้างลอย ๆ จึงรับฟังไม่ได้นั้น เห็นว่า ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง อัตราค่าจ้างขั้นต่ำ ก็ดี ประกาศกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม เรื่อง อัตราค่าจ้างขั้นต่ำ ก็ดีเป็นประกาศซึ่งมีสภาพใช้บังคับอย่างกฎหมาย ศาลต้องรู้เอง แม้โจทก์มิได้นำส่งประกาศดังกล่าวเป็นพยานหลักฐาน แต่มีประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง อัตราค่าจ้างขั้นต่ำหรือประกาศกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม เรื่อง อัตราค่าจ้างขั้นต่ำใช้บังคับระหว่างที่โจทก์ให้บริการจำเลยที่ 1 โจทก์ย่อมมีสิทธิปรับค่าบริการให้เพิ่มสูงขึ้นตามสัญญาว่าจ้างได้ ปรากฏว่า ประกาศกระทรวงมหาดไทยเรื่อง อัตราค่าจ้างขั้นต่ำ (ฉบับที่ 22) ให้มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน2536 เป็นต้นไป ส่วนประกาศกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม เรื่องอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ (ฉบับที่ 2) ให้มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2537ประกาศดังกล่าวทั้งสองฉบับต่างกำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำเพิ่มสูงขึ้นจากอัตราค่าจ้างขั้นต่ำเดิม ดังนั้น โจทก์มีสิทธิปรับค่าบริการให้เพิ่มสูงขึ้นจากค่าบริการเดิมโดยคิดค่าบริการของพนักงานรักษาความปลอดภัยจากเดิมคนละ 8,400 บาทต่อเดือน เป็นคนละ 9,130 บาทต่อเดือน ตั้งแต่วันที่ 1เมษายน 2536 เป็นต้นไป และคิดค่าบริการของพนักงานรักษาความปลอดภัยจากเดิมคนละ 9,130 บาทต่อเดือน เป็นคนละ 9,640 บาทต่อเดือน ค่าบริการของหัวหน้าพนักงานรักษาความปลอดภัยจากเดิมคนละ 13,500 บาทต่อเดือนเป็นคนละ 14,250 บาทต่อเดือน ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2537 เป็นต้นไปตามฟ้องได้ รวมเป็นเงินที่จำเลยที่ 1 ต้องชำระแก่โจทก์ 1,109,622 บาทเมื่อบวกภาษีมูลค่าเพิ่มจำนวน 7 เปอร์เซ็นต์ด้วยแล้วจึงเป็นเงิน 1,187,295.54 บาทที่โจทก์ฎีกาประการที่สองว่าโจทก์เรียกค่าบริการประจำเดือนมีนาคม2537 ตามเอกสาร จ.13 และ จ.14 มิได้ซ้ำซ้อนกัน ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าค่าบริการประจำเดือนมีนาคม 2537 ของพนักงานรักษาความปลอดภัยจำนวน 4 คน และของพนักงานรักษาความปลอดภัยจำนวน 13 คน ซ้ำซ้อนกันจึงไม่ชอบนั้น ได้ความว่า ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2536 ถึงวันที่ 31 มีนาคม2537 รวม 7 เดือน โจทก์จัดพนักงานรักษาความปลอดภัยให้จำเลยที่ 1 เพิ่มขึ้นอีก 4 คน รวมเป็น 17 คน โจทก์เรียกค่าบริการของพนักงานรักษาความปลอดภัยประจำเดือนกันยายน 2536 ถึงเดือนมีนาคม 2537 ตามเอกสารหมาย จ.13 เป็นค่าบริการของพนักงานรักษาความปลอดภัยเพียง4 คน ค่าบริการคนละ 9,130 บาทต่อเดือน รวม 7 เดือน เป็นเงิน 255,640บาท ส่วนเอกสารหมาย จ.14 เป็นค่าบริการของพนักงานรักษาความปลอดภัยประจำเดือนมีนาคม 2537 เป็นเงิน 129,930 บาท เมื่อพิจารณาจำนวนเงินดังกล่าวประกอบคำฟ้อง เห็นได้ว่าจำนวนเงินตามเอกสารหมาย จ.14เป็นค่าบริการของพนักงานรักษาความปลอดภัย 11 คน ค่าบริการคนละ9,130 บาทต่อเดือน เป็นเงิน 100,430 บาท ค่าบริการของหัวหน้าพนักงานรักษาความปลอดภัย 2 คน ค่าบริการคนละ 13,500 บาทต่อเดือน เป็นเงิน27,000 บาท และค่าบริการวิทยุสื่อสาร 5 เครื่อง เครื่องละ 500 บาทต่อเดือนเป็นเงิน 2,500 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 129,930 บาท ดังนั้น ค่าบริการตามเอกสารหมาย จ.14 จึงเป็นค่าบริการประจำเดือนมีนาคม 2537 ของพนักงานรักษาความปลอดภัย 11 คน และหัวหน้าพนักงานรักษาความปลอดภัย 2 คนรวมเป็น 13 คนเท่านั้น ค่าบริการประจำเดือนมีนาคม 2537 ตามเอกสารหมายจ.13 และ จ.14 จึงมิได้ซ้ำซ้อนกันแต่อย่างใดโจทก์ฎีกาประการสุดท้ายว่า จำเลยที่ 1 ต้องชำระค่าบริการวิทยุสื่อสารตามฟ้องให้แก่โจทก์หรือไม่ ได้ความจากคำเบิกความของนายศักดิ์สรวง อยู่คงดีพยานโจทก์ว่า โจทก์เสนอบริการวิทยุสื่อสาร จำนวน 4 เครื่อง ค่าบริการเครื่องละ500 บาทต่อเดือน จำเลยที่ 1 ยินยอมให้โจทก์จัดบริการวิทยุสื่อสาร จำนวน5 เครื่อง ตามสำเนาหนังสือเสนอราคาวิทยุรับ-ส่งภายในอาคาร และสำเนาหนังสือเอกสารหมาย จ.5 กับ จ.6 เห็นว่า ตามสำเนาหนังสือดังกล่าวเอกสารหมาย จ.5โจทก์ทำหนังสือถึงนายทรงวุธ ปราชชญากุล มิได้ทำหนังสือถึงจำเลยที่ 1 ทั้งได้ความจากคำเบิกความของนายศักดิ์สรวงพยานโจทก์เบิกความตอบทนายจำเลยทั้งสองถามค้านว่า พยานไม่ทราบว่านายทรงวุธเป็นใคร ข้อเท็จจริงยังได้ความต่อไปจากคำเบิกความของจำเลยที่ 2 ตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า นายทรงวุธ ผู้ลงชื่อในเอกสารหมาย จ.6 เป็นลูกจ้างของบริษัท ซี เอ็ม 49 จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทควบคุมการก่อสร้างอาคารดังกล่าวของจำเลยที่ 1 เห็นได้ว่า นายทรงวุธมิได้เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 แม้นายทรงวุธตกลงกับโจทก์และโจทก์จัดบริการวิทยุสื่อสารจำนวน 5 เครื่อง ให้พนักงานรักษาความปลอดภัยนำไปใช้เพื่อความสะดวกในการทำงานของพนักงานรักษาความปลอดภัย ก็ถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 ตกลงให้โจทก์จัดบริการวิทยุสื่อสารดังกล่าว จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องชำระค่าบริการวิทยุสื่อสารตามฟ้องให้แก่โจทก์"พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินแก่โจทก์จำนวน1,187,295.54 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงิน1,109,622 บาท นับแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2537 จนกว่าจะชำระเสร็จให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 2,000 บาท นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
ข้อมูลคดี
- คู่ความ
- โจทก์ - บริษัท ซีเคียวริคอร์ (ประเทศไทย) จำกัด
จำเลย - บริษัท ออริเฟลม (ไทย) จำกัด กับพวก - กฎหมายที่อ้าง
- ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ — ม. 587
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง — ม. 84
ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่องอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ
ประกาศกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม เรื่อง อัตราเงินสมทบ อัตราเงินฝาก วิธีการประเมินและเรียกเก็บเงินสมทบ ลงวันที่ 12 กันยายน 2537 - องค์คณะ
- วิรัตน์ ลัทธิวงศกร
ธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
ที่มาของข้อมูล — ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในศาลฎีกา
ศาลฎีกา เลขที่ 6 ถนนราชดำเนินใน แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร 10200 ✓ ตรวจสอบแล้ว
ข้อมูลเป็นคำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น/ย่อยาว) ตามที่ศาลเผยแพร่ ไม่ใช่ข้อความคำพิพากษาฉบับเต็ม — ตรวจกับต้นฉบับจากแหล่งทางการของศาลฎีกาก่อนอ้างอิง · ระบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา