ฎีกา ปี พ.ศ. 2568 อาญา

ฎีกาที่ 7211/2568

คำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น)

ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2565 เมื่อไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์คดีจึงถึงที่สุดไปแล้ว แม้ต่อมาจำเลยไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขการคุมประพฤติ จนศาลชั้นต้นเพิกถอนการคุมความประพฤติและกำหนดโทษให้จำคุกจำเลย 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพลดโทษให้กึ่งหนึ่งคงจำคุก 3 เดือน และออกหมายจับจำเลย ซึ่งจำเลยมีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นในส่วนของการกำหนดโทษแก่จำเลยนี้ได้ หรืออุทธรณ์ขอให้กำหนดโทษสถานเบากว่านี้ หรือรอการลงโทษได้ และศาลอุทธรณ์ภาค 4 มีอำนาจใช้ดุลพินิจกำหนดโทษให้น้อยลงอีก หรือพิจารณาลงโทษจำคุกจำเลยได้ตาม พ.ร.บ.คุมประพฤติ พ.ศ. 2559 มาตรา 34 แต่เมื่อจำเลยไม่อุทธรณ์คำสั่ง จนต่อมาเมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2566 เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยมาส่งศาลชั้นต้น จำเลยและผู้เสียหายแถลงร่วมกันว่าจำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้เสียหาย 80,000 บาท ผู้เสียหายขอถอนคำร้องทุกข์ แต่ก็เป็นการถอนคำร้องทุกข์เมื่อคดีถึงที่สุดไปแล้วจึงไม่มีผลตามกฎหมาย ที่ศาลล่างทั้งสองเห็นว่าคดีกลับมาอยู่ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น อนุญาตให้ถอนคำร้องทุกข์สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับ และให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย

คำพิพากษาย่อ (ย่อยาว)

โจทก์ฟ้อง ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 และให้จำเลยคืนเงินที่ยังไม่ได้คืน 200,000 บาท แก่ผู้เสียหาย
จำเลยให้การรับสารภาพ
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 แต่เมื่อพิเคราะห์คำแถลงของจำเลยและผู้เสียหายแล้วเห็นว่า จำเลยชำระค่าเสียหายแล้ว 50,000 บาท และประสงค์จะผ่อนชำระค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหายตามสัญญาประนีประนอมยอมความอีกเดือนละไม่ต่ำกว่า 5,000 บาท จนครบ 100,000 บาท ภายใน 20 เดือน เมื่อจำเลยไม่เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน จึงเห็นควรให้โอกาสจำเลยได้ปรับปรุงตัวเป็นพลเมืองดีโดยรอการกำหนดโทษจำเลยไว้มีกำหนด 3 ปี ให้คุมความประพฤติจำเลยมีกำหนด 1 ปี โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 4 ครั้ง ทั้งให้จำเลยผ่อนชำระเงินให้แก่ผู้เสียหายเดือนละไม่ต่ำกว่า 5,000 บาท จนครบจำนวนเงินตามที่แถลงต่อศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ส่วนที่โจทก์ขอให้จำเลยคืนเงินแก่ผู้เสียหาย 200,000 บาท นั้น เมื่อจำเลยกับผู้เสียหายทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันในส่วนแพ่งแล้วถือว่าผู้เสียหายไม่ติดใจตามคำขอส่วนแพ่งอีกต่อไป ให้ยกคำขอส่วนนี้
วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2566 ผู้เสียหายยื่นคำแถลงต่อศาลชั้นต้นว่า หลังจากศาลชั้นต้นพิพากษา จำเลยชำระเงินให้แก่ผู้เสียหายเพียง 3 งวด คืองวดเดือนพฤษภาคม มิถุนายน และเดือนกรกฎาคม 2565 เป็นการไม่ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ขอให้ศาลชั้นต้นกำหนดโทษแก่จำเลย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้นัดพร้อมวันที่ 21 สิงหาคม 2566
วันที่ 21 สิงหาคม 2566 จำเลยไม่มาศาล ศาลชั้นต้นเห็นว่าจำเลยไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนดในคำพิพากษา จึงเพิกถอนเงื่อนไขการคุมประพฤติ และกำหนดการลงโทษที่ยังไม่ได้กำหนด โดยให้จำคุกจำเลยมีกำหนด 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 เดือน แจ้งพนักงานคุมประพฤติทราบและออกหมายจับจำเลย
วันที่ 13 ธันวาคม 2566 เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยส่งศาลชั้นต้น และในวันดังกล่าวจำเลยและผู้เสียหายแถลงร่วมกันว่า จำเลยชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหาย 80,000 บาท ผู้เสียหายจึงไม่ติดใจดำเนินคดีทั้งทางแพ่งและทางอาญากับจำเลยอีกต่อไป และแถลงขอถอนคำร้องทุกข์ ศาลชั้นต้นเห็นว่าคดีนี้เป็นความผิดอันยอมความได้ เมื่อผู้เสียหายแถลงขอถอนคำร้องทุกข์และคดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น จึงอนุญาตให้ถอนคำร้องทุกข์ และถือว่าสิทธิในการดำเนินคดีอาญามาฟ้องระงับไป ให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ
โจทก์อุทธรณ์คำสั่ง
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า คำสั่งจำหน่ายคดีออกจากสารบบความของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 4 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 พิเคราะห์คำแถลงของจำเลยและผู้เสียหายแล้วเห็นว่า จำเลยชำระค่าเสียหายแล้ว 50,000 บาท และประสงค์จะผ่อนชำระค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหายตามสัญญาประนีประนอมยอมความอีกเดือนละไม่ต่ำกว่า 5,000 บาท จนครบ 100,000 บาท ภายใน 20 เดือน เมื่อจำเลยไม่เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน จึงเห็นควรให้โอกาสจำเลยได้ปรับปรุงตัวเป็นพลเมืองดีโดยรอการกำหนดโทษจำเลยไว้มีกำหนด 3 ปี ให้คุมความประพฤติจำเลยมีกำหนด 1 ปี โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 4 ครั้ง ทั้งให้จำเลยผ่อนชำระเงินให้แก่ผู้เสียหายเดือนละไม่ต่ำกว่า 5,000 บาท จนครบจำนวนเงินตามที่แถลงต่อศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 โดยศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2565 เมื่อไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์คดีจึงถึงที่สุดไปแล้ว แม้ต่อมาจำเลยไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขการคุมความประพฤติจนศาลชั้นต้นเพิกถอนการคุมประพฤติและกำหนดโทษให้จำคุกจำเลย 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งคงจำคุก 3 เดือน และออกหมายจับจำเลย ซึ่งจำเลยมีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นในส่วนของการกำหนดโทษแก่จำเลยนี้ได้ หรืออุทธรณ์ขอให้กำหนดโทษสถานเบากว่านี้ หรือรอการลงโทษได้ และศาลอุทธรณ์ภาค 4 มีอำนาจใช้ดุลพินิจกำหนดโทษให้น้อยลงอีกหรือพิจารณาลงโทษจำคุกจำเลยได้ตามพระราชบัญญัติคุมประพฤติ พ.ศ. 2559 มาตรา 34 แต่เมื่อจำเลยไม่อุทธรณ์คำสั่ง จนต่อมาเมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2566 เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยมาส่งศาลชั้นต้น จำเลยและผู้เสียหายแถลงร่วมกันว่าจำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้เสียหาย 80,000 บาท ผู้เสียหายขอถอนคำร้องทุกข์ แต่ก็เป็นการถอนคำร้องทุกข์เมื่อคดีถึงที่สุดไปแล้วจึงไม่มีผลตามกฎหมาย ที่ศาลล่างทั้งสองเห็นว่า คดีกลับมาอยู่ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น อนุญาตให้ถอนคำร้องทุกข์ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับ และให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น
พิพากษากลับว่า ไม่จำหน่ายคดีจากสารบบความ กับให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นโดยให้จำคุกจำเลยมีกำหนด 3 เดือน

ข้อมูลคดี

คู่ความ
โจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดพล
จำเลย - นางสาว อ.
กฎหมายที่อ้าง
ประมวลกฎหมายอาญา — ม. 341
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา — ม. 39 (2)
พระราชบัญญัติคุมประพฤติ พ.ศ.2559 — ม. 34
องค์คณะ
ประทุมพร กำเหนิดฤทธิ์
มาลิน ภู่พงศ์ จุลมนต์
สิทธิพร บุญยฤทธิ์
ศาลชั้นต้น/อุทธรณ์
ศาลจังหวัดพล - นางสาวรุจิรา ญาณะเหล็ก
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 - นายเลิศชาย สุวพงษ์

ที่มาของข้อมูล — ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในศาลฎีกา
ศาลฎีกา เลขที่ 6 ถนนราชดำเนินใน แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร 10200 ✓ ตรวจสอบแล้ว

ข้อมูลเป็นคำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น/ย่อยาว) ตามที่ศาลเผยแพร่ ไม่ใช่ข้อความคำพิพากษาฉบับเต็ม — ตรวจกับต้นฉบับจากแหล่งทางการของศาลฎีกาก่อนอ้างอิง · ระบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา

ค้นหาฎีกาอื่นข้อกฎหมายและมาตรา