ฎีกา ปี พ.ศ. 2540 แพ่ง
ฎีกาที่ 7221/2540
คำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น)
ตามสัญญาจ้างกำหนดว่า โจทก์ต้องดำเนินการก่อสร้างให้แล้วเสร็จทุกรายการในงวดที่ 3 จึงจะมีสิทธิรับค่าจ้าง แต่สัญญาดังกล่าวเป็นสัญญาต่างตอบแทน เมื่อจำเลยได้ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาแล้ว โจทก์และจำเลยต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งกลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม แม้ตามปกติโจทก์มีสิทธิได้รับชดใช้คืนค่าผลงานที่โจทก์ได้ทำการก่อสร้างระบบประปาให้จำเลยแล้วบางส่วนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคสาม ก็ตาม แต่ตามสัญญา ข้อ 22 ระบุว่า เมื่อผู้ว่าจ้างบอกเลิกสัญญาแล้วบรรดางานที่ผู้รับจ้างได้ทำขึ้นและสิ่งของต่าง ๆ ที่ได้นำมาไว้ ณ สถานที่ทำงานจ้างนั้น โดยเฉพาะเพื่องานจ้างดังกล่าวผู้รับจ้างยอมให้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ว่าจ้างโดยผู้รับจ้างจะเรียกร้องค่าตอบแทนและค่าเสียหายใด ๆ ไม่ได้เลยข้อตกลงนี้มีลักษณะ เป็นการที่ผู้รับจ้างให้สัญญาว่าจะทำการชำระหนี้อย่างอื่นอันมิใช่จำนวนเงินให้เป็นเบี้ยปรับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 382แก่จำเลยผู้ว่าจ้าง เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยจะต้องชำระเงินให้โจทก์เป็นเงิน 900,000 บาทเพื่อความสะดวกแก่การบังคับคดี จึงให้นำหนี้ที่โจทก์ต้องชำระตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ จำนวน 163,200 บาท และจำเลยจะต้องชำระค่าการงานมาหักกลบลบหนี้กัน คงเหลือหนี้ที่จำเลยจะต้องชำระให้แก่โจทก์เป็นเงิน 736,800 บาท
คำพิพากษาย่อ (ย่อยาว)
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยใช้เงินแก่โจทก์จำนวน 1,924,400 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันที่ 20 สิงหาคม 2535 ไปจนกว่าจะชำระเสร็จจำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยมิได้เป็นฝ่ายผิดสัญญาท่อซีเมนต์ใยหินมิได้ขาดแคลนดังอ้าง จำเลยจึงไม่ต่ออายุสัญญาให้ โจทก์ทำการก่อสร้างงานงวดที่ 3 ยังไม่เสร็จสมบูรณ์ทุกรายการตามที่กำหนดไว้ในสัญญาและมิได้ส่งมอบงานงวดที่ 3โจทก์จึงไม่มีสิทธิที่จะได้รับเงินค่าจ้างงวดที่ 3 ส่วนแพเหล็กนั้นเป็นรายการก่อสร้างที่อยู่ในงานงวดที่ 4 หาใช่จำเลยได้ตกลงให้โจทก์ก่อสร้างเพิ่มเติมแต่อย่างใดไม่ จำเลยบอกเลิกสัญญาแก่โจทก์เพราะความผิดของโจทก์เองที่ก่อสร้างล่าช้ามาก เมื่อจำเลยบอกเลิกสัญญาโดยชอบ จำเลยย่อมมีสิทธิริบเงินประกันและเรียกค่าปรับในกรณีส่งมอบงานล่าช้าในอัตราวันละ 3,400 บาท เป็นระยะเวลา 51 วัน จำเลยหักเงินค่าปรับจากเงินค่าจ้างในงานงวดที่ 1 ไปแล้ว 3 วัน ค่าปรับรายวันที่ค้างอยู่อีก 48 วัน โจทก์จึงต้องชำระเบี้ยปรับแก่จำเลยเป็นเงิน 163,200 บาท ขอให้ยกฟ้องและบังคับโจทก์ให้ชำระเงินค่าปรับแก่จำเลยจำนวน 163,200 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันฟ้องแย้งจนกว่าจะชำระเสร็จโจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า โจทก์มิได้เป็นฝ่ายผิดสัญญา จำเลยจึงไม่มีสิทธิเรียกค่าปรับ ขอให้ยกฟ้องแย้งศาลชั้นต้นพิพากษาให้ยกฟ้องแย้งจำเลย ให้จำเลยใช้เงินค่าสินจ้างแก่โจทก์จำนวน 1,584,400 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันที่ 17 สิงหาคม2536 จนกว่าจะชำระเสร็จโจทก์และจำเลยอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์ชำระเงินจำนวน163,200 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันฟ้องแย้งจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยโจทก์ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า จำเลยว่าจ้างโจทก์ทำการก่อสร้างระบบประปาสุขาภิบาลหัวดง อำเภอเมืองพิจิตร จังหวัดพิจิตร ราคา6,800,000 บาท โดยโจทก์ผู้รับจ้างมีหน้าที่จัดหาและจัดซื้อวัสดุก่อสร้างเองตามสัญญาจ้างเอกสารหมาย จ.2 หรือ ล.6 โจทก์ได้ดำเนินการก่อสร้างและรับเงินค่าจ้างสำหรับงานงวดที่ 1 ไปแล้ว คงมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาจ้างตามเอกสารหมาย จ.2 หรือ ล.6 หรือไม่ โจทก์อ้างว่าโจทก์ไม่สามารถดำเนินการก่อสร้างให้แล้วเสร็จภายในกำหนดเนื่องจากท่อซีเมนต์ใยหินขาดตลาด ซึ่งเป็นเหตุสุดวิสัย เห็นว่างานวางท่อซีเมนต์ใยหินเพื่อจ่ายน้ำประปาดังกล่าวเป็นงานงวดที่ 2ซึ่งสัญญาจ้างเอกสารหมาย จ.2 หรือ ล.6 กำหนดให้โจทก์ดำเนินการก่อสร้างให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 7 เมษายน 2535 โดยโจทก์มีหน้าที่จักต้องหาสัมภาระดังกล่าวมาดำเนินการก่อสร้างให้แล้วเสร็จตามกำหนดสัญญา แต่ปรากฏว่าโจทก์เพิ่งจะมาอ้างว่าท่อซีเมนต์ใยหินขาดแคลนและขอต่ออายุสัญญาเมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2535 ตามเอกสารหมาย จ.4 ซึ่งเป็นกำหนดวันส่งงานงวดสุดท้าย ทั้งนายนิพนธ์ ชั่งทองคำ หุ้นส่วนผู้จัดการโจทก์ก็เบิกความว่า งานงวดที่ 2 ได้ให้ผู้รับเหมาช่วงดำเนินการแทน การชี้แจงตามหนังสือเอกสารหมาย จ.8 ของนายเชื้อชาย พยานโจทก์ก็เป็นการชี้แจงหลังจากครบกำหนดสัญญาจ้างแล้วไม่ใช่เป็นการชี้แจงในระหว่างที่โจทก์ทำงานก่อสร้างอยู่แต่ประการใด ทั้งนายเชื้อชายยังเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า บริษัทกระเบื้องกระดาษไทย จำกัด ได้ย้ายโรงงานเมื่อเดือนธันวาคม 2534 และสามารถผลิตท่อซีเมนต์ใยหินได้เมื่อเดือนมกราคม 2535 ก่อนการย้ายโรงงานได้มีการเก็บสต๊อกท่อซีเมนต์ใยหินไว้แล้ว ดังนั้นการที่โจทก์เพิ่งจะมาอ้างภายหลังว่าไม่สามารถซื้อท่อซีเมนต์ใยหินดังกล่าวได้จึงไม่ใช่เหตุสุดวิสัยประกอบกับโจทก์มิได้ทำงานก่อสร้างในงวดที่ 3 และงวดที่ 4 ให้แล้วเสร็จภายในกำหนดสัญญาจ้าง คงก่อสร้างได้เพียงบางส่วนเท่านั้น ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญา การบอกเลิกสัญญาดังกล่าวของจำเลยจึงหาเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตไม่ปัญหาวินิจฉัยประการต่อไปมีว่า โจทก์มีสิทธิรับเงินค่าจ้างงวดที่ 3 จากจำเลยหรือไม่ เห็นว่า ตามสัญญาจ้างเอกสารหมาย จ.2 หรือ ล.6 กำหนดว่า โจทก์ต้องดำเนินการก่อสร้างให้แล้วเสร็จทุกรายการในงวดที่ 3 จึงจะมีสิทธิรับค่าจ้าง แต่สัญญาดังกล่าวเป็นสัญญาต่างตอบแทน เมื่อจำเลยได้ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาแล้ว โจทก์และจำเลยต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งกลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม แม้ตามปกติโจทก์มีสิทธิได้รับชดใช้คืนค่าผลงานที่โจทก์ได้ทำการก่อสร้างระบบประปาให้จำเลยแล้วบางส่วนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคสาม ก็ตาม แต่ตามสัญญาข้อ 22ระบุว่า เมื่อผู้ว่าจ้างบอกเลิกสัญญาแล้ว บรรดางานที่ผู้รับจ้างได้ทำขึ้นและสิ่งของต่าง ๆที่ได้นำมาไว้ ณ สถานที่ทำงานจ้างนั้น โดยเฉพาะเพื่องานจ้างดังกล่าวผู้รับจ้างยอมให้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ว่าจ้างโดยผู้รับจ้างจะเรียกร้องค่าตอบแทนและค่าเสียหายใด ๆไม่ได้เลย ข้อตกลงนี้มีลักษณะเป็นการที่ผู้รับจ้างให้สัญญาว่าจะทำการชำระหนี้อย่างอื่นอันมิใช่จำนวนเงินให้เป็นเบี้ยปรับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 382แก่จำเลยผู้ว่าจ้าง โจทก์นำสืบว่า งานที่โจทก์ทำแล้วเสร็จมีมูลค่าพอดีกับเงินค่าจ้างงวดที่ 3 เป็นเงิน 1,584,400 บาท จำเลยไม่ได้นำสืบโต้แย้งให้เห็นเป็นอย่างอื่น จึงต้องรับฟังว่าค่าการงานที่โจทก์ทำแล้วเสร็จมีมูลค่าเป็นเงิน 1,584,400 บาท เมื่อพิเคราะห์ถึงทางได้เสียของจำเลยผู้ว่าจ้างกับผลงานและพฤติการณ์ของโจทก์ผู้รับจ้างปฏิบัติมาแล้วเบี้ยปรับจำนวนดังกล่าวนับว่าสูงเกินไป เห็นสมควรกำหนดให้โจทก์มีสิทธิได้รับชดใช้คืนค่าผลงานที่โจทก์ทำไปแล้วเป็นเงิน 900,000 บาท จำเลยจึงต้องรับผิดชำระเงินค่าจ้างจำนวนดังกล่าวพร้อมด้วยดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดให้แก่โจทก์ปัญหาวินิจฉัยประการสุดท้ายมีว่า จำเลยมีสิทธิริบเงินประกันและเรียกค่าปรับหรือไม่นั้น เห็นว่า เมื่อโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาเนื่องจากก่อสร้างล่าช้า เห็นได้ว่าเกิดความเสียหายแก่จำเลยแล้วจำเลยจึงมีสิทธิริบเงินประกันได้โดยชอบ ส่วนค่าปรับรายวันที่ค้างอยู่อีก 48 วัน เป็นเงิน 163,200 บาท ตามฟ้องแย้งของจำเลยนั้นมีจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาไม่เกินสองแสนบาทต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ที่โจทก์ฎีกาขอให้ยกฟ้องแย้งว่าจำเลยมิได้เสียหาย แต่กลับได้ประโยชน์จากค่าของงานและวัสดุก่อสร้างที่โจทก์ลงทุนลงแรงไป จำเลยจึงไม่มีสิทธิรับโจทก์นั้น เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามตามบทกฎหมายดังกล่าวศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยเมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยจะต้องชำระเงินให้โจทก์เป็นเงิน 900,000 บาท เพื่อความสะดวกแก่การบังคับคดี จึงให้นำหนี้ที่โจทก์ต้องชำระตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ จำนวน 163,200 บาท และจำเลยจะต้องชำระค่าการงานมาหักกลบลบหนี้กัน คงเหลือหนี้ที่จำเลยจะต้องชำระให้แก่โจทก์เป็นเงิน 736,800 บาทพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 736,800 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันฟ้อง (17 สิงหาคม 2536) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์
ข้อมูลคดี
- คู่ความ
- โจทก์ - ห้างหุ้นส่วนจำกัดชวนะจินดา
จำเลย - การประปาส่วนภูมิภาค - กฎหมายที่อ้าง
- ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ — ม. 341, ม. 382, ม. 391 วรรคสาม
- องค์คณะ
- วิเทพ ศิริพากย์
ไพโรจน์ คำอ่อน
ชวลิต ศรีสง่า
ที่มาของข้อมูล — ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในศาลฎีกา
ศาลฎีกา เลขที่ 6 ถนนราชดำเนินใน แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร 10200 ✓ ตรวจสอบแล้ว
ข้อมูลเป็นคำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น/ย่อยาว) ตามที่ศาลเผยแพร่ ไม่ใช่ข้อความคำพิพากษาฉบับเต็ม — ตรวจกับต้นฉบับจากแหล่งทางการของศาลฎีกาก่อนอ้างอิง · ระบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา