ฎีกา ปี พ.ศ. 2533 อาญา
ฎีกาที่ 734/2533
คำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น)
จำเลยที่ 1 เป็นชาวญวนอพยพ ไม่มีสัญชาติไทยและไม่เคยมีบัตรประจำตัวประชาชน ได้แจ้งความเท็จต่อพนักงานสอบสวนว่าบัตรประจำตัวประชาชนหาย แล้วนำหลักฐานที่พนักงานสอบสวนออกให้ไปยื่นคำขอมีบัตรประจำตัวประชาชนโดยแจ้งข้อความเท็จต่อเจ้าพนักงานเขตบางกอกน้อยว่าตนมีสัญชาติไทย และแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จลงในบัตรประจำตัวประชาชนอันเป็นเอกสารราชการ เพื่อใช้เป็นพยานหลักฐานในการแสดงตัวบุคคล ซึ่งเป็นการกระทำในวันเดียวกัน เวลาต่อเนื่องกัน โดยมีเจตนาเดียวกันเพื่อให้ทางราชการออกบัตรประจำตัวประชาชนให้ ถือได้ว่าเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137, 267 และพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. 2526 มาตรา 14 ต้องลงโทษตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชนฯ ซึ่งเป็นบทหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90
คำพิพากษาย่อ (ย่อยาว)
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓, ๑๓๗,๒๖๗, ๒๖๘ พระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. ๒๕๒๖ มาตรา ๑๔ และริบของกลาง
จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ ๑ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๑๓๗, ๒๖๗, ๒๖๘ พระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. ๒๕๒๖มาตรา ๑๔ เป็นความผิดหลายกรรม ให้เรียงกระทงลงโทษ กระทงที่ ๑ เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๓๗ จำคุก ๒ เดือนกระทงที่ ๒ เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๓๗ และพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. ๒๕๒๖ มาตรา ๑๔ ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชนฯ ซึ่งเป็นบทหนักจำคุก ๘ เดือนกระทงที่ ๓ เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๓๗, ๒๖๗ให้ลงโทษตามมาตรา ๒๖๗ ซึ่งเป็นบทหนัก กระทงที่ ๔ เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๖๘ จำเลยที่ ๑ เป็นผู้แจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความเท็จตามกระทงที่ ๓ และเป็นผู้ใช้เอกสารนั้นตามกระทงที่ ๔จึงให้ลงโทษตามกระทงที่ ๔ แต่เพียงกระทงเดียวตามมาตรา ๒๖๘ ประกอบมาตรา ๒๖๗ วางโทษจำคุก ๖ เดือน รวมจำคุก ๑ ปี ๔ เดือนริบของกลางยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ ๒ คำขออื่นให้ยก
จำเลยที่ ๑ อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องกระทงที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๓ ส่วนกระทงที่ ๔ จำเลยที่ ๑ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๒๖๘ วรรคแรก จำคุก ๖ เดือน จำเลยที่ ๑ ให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวน ลดโทษให้ ๑ ใน ๓ คงจำคุก ๔ เดือน ยกฟ้องในข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๖๗ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยที่ ๑ เป็นชาวญวนอพยพ ไม่มีสัญชาติไทยและไม่เคยมีบัตรประจำตัวประชาชน ได้แจ้งความเท็จต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลบางกอกน้อยว่า บัตรประจำตัวประชาชนหายแล้วนำหลักฐานที่พนักงานสอบสวนออกให้ไปแสดงต่อเจ้าหน้าที่เขตบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมายในวันเดียวกันและเวลาต่อเนื่องกันเพื่อขอมีบัตรประจำตัวประชาชนใหม่โดยแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงานว่าตนมีสัญชาติไทยทั้งได้แจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จลงในบัตรประจำตัวประชาชนอันเป็นเอกสารราชการซึ่งมีวัตถุประสงค์ที่จะใช้เป็นพยานหลักฐานในการแสดงตัวบุคคล การกระทำของจำเลยที่ ๑ ดังกล่าวเป็นการกระทำต่อเนื่องกัน มีเจตนาเดียวกันที่จะให้ทางราชการออกบัตรประจำตัวประชาชนให้เท่านั้น ซึ่งพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. ๒๕๒๖ มาตรา ๑๔ ได้บัญญัติเป็นความผิดไว้เฉพาะแล้ว จึงเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท
พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ ๑ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๑๓๗, ๒๖๗ และพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. ๒๕๒๖มาตรา ๑๔ ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. ๒๕๒๖มาตรา ๑๔ ซึ่งเป็นบทหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๐จำคุก ๘ เดือน โดยไม่ลดโทษ ยกฟ้องฐานใช้เอกสารดังกล่าว นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์.
ข้อมูลคดี
- คู่ความ
- โจทก์ - พนักงานอัยการ กรมอัยการ
จำเลย - นายฮวี เริมวาน กับพวก - กฎหมายที่อ้าง
- ประมวลกฎหมายอาญา — ม. 90, ม. 91, ม. 137, ม. 267
พระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 — ม. 14 - องค์คณะ
- เดชา สุวรรณโณ
ประชา บุญวนิช
เสียง ตรีวิมล - ศาลชั้นต้น/อุทธรณ์
- ศาลอาญาธนบุรี - นายประสงค์ คุณาจิรภรณ์
ศาลอุทธรณ์ - นายประศาสน์ ธำรงกาญจน์
ที่มาของข้อมูล — ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในศาลฎีกา
ศาลฎีกา เลขที่ 6 ถนนราชดำเนินใน แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร 10200 ✓ ตรวจสอบแล้ว
ข้อมูลเป็นคำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น/ย่อยาว) ตามที่ศาลเผยแพร่ ไม่ใช่ข้อความคำพิพากษาฉบับเต็ม — ตรวจกับต้นฉบับจากแหล่งทางการของศาลฎีกาก่อนอ้างอิง · ระบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา