ฎีกา ปี พ.ศ. 2544 แพ่ง
ฎีกาที่ 747/2544
คำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น)
คำว่า มัดจำ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 377มีความหมายว่าจะต้องเป็นทรัพย์สินซึ่งได้ให้ไว้แก่กันเมื่อเข้าทำสัญญาซึ่งอาจจะเป็นเงินหรือสิ่งมีค่าอื่นซึ่งมีค่าในตัวเอง สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินระหว่างโจทก์จำเลยระบุว่า ในวันทำสัญญานี้ผู้จะซื้อได้รับเงินจำนวน 1,788,000 บาท เพื่อเป็นการวางมัดจำไว้กับผู้จะขายโดยเงินมัดจำดังกล่าวจำเลยได้สั่งจ่ายเช็คลงวันที่ล่วงหน้า 3 ฉบับ และโจทก์นำมาฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คพ.ศ. 2534 เพียง 1 ฉบับ เมื่อเช็คเป็นตราสารซึ่งผู้สั่งจ่ายสั่งธนาคารให้ใช้เงินเมื่อทวงถามให้แก่ผู้รับเงินจึงเป็นทรัพย์สินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 138 และเป็นสิ่งที่มีค่าในตัวเอง เพราะสามารถเรียกเก็บเงินหรือโอนเปลี่ยนมือได้ จึงส่งมอบให้แก่กันเป็นมัดจำได้แม้เช็คลงวันที่หลังจากวันทำสัญญา เมื่อธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน จำเลยจึงมีความผิดตามพระราชบัญญัติดังกล่าว
คำพิพากษาย่อ (ย่อยาว)
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยออกเช็คธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน)สาขาสะพานพระปิ่นเกล้า ลงวันที่ 23 เมษายน 2540 จำนวนเงิน1,472,000 บาท เพื่อชำระหนี้ค่ามัดจำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินโฉนดเลขที่ 33951 ระหว่างนางสาวเนื้อทิพย์ ภูเขียว ผู้จะขายและจำเลยผู้จะซื้อซึ่งเป็นหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมายโดยนางสาวเนื้อทิพย์ตกลงให้จำเลยออกเช็คและมอบให้แก่โจทก์เพื่อเป็นการชำระหนี้เงินกู้ที่นางสาวเนื้อทิพย์เป็นหนี้โจทก์อยู่ ต่อมาจำเลยผิดสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินไม่ไปรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินนางสาวเนื้อทิพย์จึงมีสิทธิริบเงินมัดจำตามสัญญา ครั้นเมื่อถึงวันที่ลงในเช็ค โจทก์นำไปเข้าบัญชีของโจทก์ที่ธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน) สาขาสะพานพระปิ่นเกล้า เพื่อเรียกเก็บเงิน แต่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินเมื่อวันที่ 23 เมษายน 2540 โดยให้เหตุผลว่าเงินในบัญชีไม่พอจ่าย การกระทำของจำเลยเป็นการออกเช็คโดยเจตนาที่จะไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็ค ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้องจำเลยไม่ได้ให้การ ถือว่าจำเลยให้การปฏิเสธศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 จำคุก 1 ปีจำเลยอุทธรณ์ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ โจทก์ถึงแก่กรรม นางสาวเนื้อทิพย์ภูเขียว บุตรของโจทก์ยื่นคำร้องขอเข้าดำเนินคดีต่างผู้ตาย ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งอนุญาตศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์โจทก์ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 30 กันยายน2539 จำเลยทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินโฉนดเลขที่ 33951 ตำบลดอกไม้อำเภอสุวรรณภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด ตามเอกสารหมาย จ.1 และจำเลยออกเช็คธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน) สาขาสะพานพระปิ่นเกล้า ลงวันที่ 23เมษายน 2540 จำนวนเงิน 1,472,000 บาท มอบให้แก่โจทก์ไว้ เมื่อถึงวันที่ลงในเช็คโจทก์นำไปเรียกเก็บเงิน แต่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินโดยให้เหตุผลว่า เงินในบัญชีไม่พอจ่าย ตามเช็คและใบคืนเช็คเอกสารหมายจ.4 และ จ.5 ตามลำดับ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่าจำเลยได้จ่ายเช็คพิพาทเพื่อเป็นการชำระค่ามัดจำ การสั่งจ่ายเช็คพิพาทของจำเลยจึงเป็นการสั่งจ่ายเช็คเพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย เมื่อเช็คพิพาทเรียกเก็บเงินไม่ได้ จำเลยในฐานะผู้สั่งจ่ายจึงต้องรับผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534มาตรา 4 เห็นว่า คำว่ามัดจำตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 377 นั้น มีความหมายว่าจะต้องเป็นทรัพย์สินซึ่งได้ให้ไว้แก่กันเมื่อเข้าทำสัญญาซึ่งอาจจะเป็นเงินหรือสิ่งมีค่าอื่นซึ่งมีค่าในตัวเองเมื่อสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินเอกสารหมาย จ.1 ข้อ 2 ระบุว่า ในวันทำสัญญานี้ผู้จะซื้อได้รับเงินจำนวน 1,788,000 บาท เพื่อเป็นการวางมัดจำไว้กับผู้จะขายและผู้จะขายได้รับไว้ถูกต้องแล้ว โดยเงินมัดจำดังกล่าวจำเลยได้สั่งจ่ายเช็คลงวันที่ล่วงหน้า 3 ฉบับ และโจทก์นำมาฟ้องเพียง1 ฉบับ คือเช็คพิพาทเอกสารหมาย จ.4 ซึ่งเช็คคือหนังสือตราสารซึ่งผู้สั่งจ่ายสั่งธนาคารให้ใช้เงินจำนวนหนึ่งเมื่อทวงถามให้แก่บุคคลอีกคนหนึ่งหรือให้ใช้ตามคำสั่งของบุคคลอีกคนหนึ่งอันเรียกว่าผู้รับเงินจึงเป็นทรัพย์สินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 138 และเป็นสิ่งที่มีค่าในตัวเอง เพราะสามารถเรียกเก็บเงินหรือโอนเปลี่ยนมือได้ จึงส่งมอบให้แก่กันเป็นมัดจำได้ ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า เช็คพิพาทลงวันที่หลังจากวันทำสัญญาถึง 6 เดือนเศษ มูลหนี้ตามเช็คจึงไม่ใช่เงินมัดจำตามกฎหมาย ขณะที่จำเลยออกเช็คจึงไม่มีการวางมัดจำตามความหมายของกฎหมาย การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดตามฟ้องนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น อย่างไรก็ดี ศาลอุทธรณ์ยังมิได้วินิจฉัยปัญหาตามอุทธรณ์ข้ออื่น ๆ ของจำเลย ทั้งผลการวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์อาจนำไปสู่การจำกัดสิทธิในการฎีกาของคู่ความ ศาลฎีกาเห็นสมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาปัญหาดังกล่าว"พิพากษายกคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ ให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
ข้อมูลคดี
- คู่ความ
- โจทก์ - นาย ปัญญา ภูเขียว โดยนางสาว เนื้อทิพย์ ภูเขียว ผู้เข้าดำเนินคดีต่างผู้ตาย
จำเลย - นาย วัฒนา วรรณโสภา - กฎหมายที่อ้าง
- ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ — ม. 138, ม. 377
พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 — ม. 4 - องค์คณะ
- วิเทพ ศิริพากย์
มงคล ทับเที่ยง
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
ที่มาของข้อมูล — ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในศาลฎีกา
ศาลฎีกา เลขที่ 6 ถนนราชดำเนินใน แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร 10200 ✓ ตรวจสอบแล้ว
ข้อมูลเป็นคำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น/ย่อยาว) ตามที่ศาลเผยแพร่ ไม่ใช่ข้อความคำพิพากษาฉบับเต็ม — ตรวจกับต้นฉบับจากแหล่งทางการของศาลฎีกาก่อนอ้างอิง · ระบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา