ฎีกา ปี พ.ศ. 2540 อาญา
ฎีกาที่ 7490/2540
คำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น)
ตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2496 มาตรา 27 และมาตรา 27 ทวิ เป็นคนละฐานความผิดกัน และมีบทกำหนดโทษแตกต่างกัน ทั้งตามคำฟ้องโจทก์แสดงว่าโจทก์ประสงค์จะให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ในข้อหาใดข้อหาข้อหนึ่งเพียงข้อหาเดียวดังนั้นจะลงโทษจำเลยที่ 1 ทั้งสองข้อหาไม่ได้ คำรับสารภาพของจำเลยที่ 1 ที่ว่า ขอให้การรับสารภาพตามฟ้องโจทก์ทุกประการนั้นไม่ชัดเจนพอจะชี้ขาดว่าจำเลยที่ 1 ได้กระทำผิดฐานใด และเป็นหน้าที่ของโจทก์ที่จะต้องนำสืบต่อไปให้ได้ความถึงข้อเท็จจริงอันเกี่ยวกับการกระทำผิดของจำเลยที่ 1 โดยชัดแจ้ง เพื่อศาลจะได้นำข้อเท็จจริงดังกล่าวมาปรับบทลงโทษได้ และการที่ศาลจะเลือกปรับบทลงโทษจำเลยได้นั้นหมายถึงกรณีที่ข้อเท็จจริงในคดีเป็นอันยุติแล้วว่าจำเลยได้กระทำอย่างไร หากข้อเท็จจริงยังไม่เป็นที่ชัดแจ้งแล้ว ศาลก็ไม่อาจวินิจฉัยได้ว่าจำเลยมีความผิดฐานใดหรือไม่เมื่อโจทก์ไม่สืบพยาน ศาลจะลงโทษจำเลยที่ 1 โดยอาศัยเพียงแต่คำรับสารภาพดังกล่าวหาได้ไม่ และคดีไม่มีเหตุที่จะย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นดำเนินการสอบถามคำให้การจำเลยที่ 1ใหม่ ศาลต้องพิพากษายกฟ้องโจทก์ การที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองในความผิดฐานมีไม้ยังมิได้แปรรูปไว้ในครอบครองมาด้วยนั้นเป็นการไม่ชอบ เพราะคำขอท้ายฟ้องโจทก์มิได้ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป่าไม้ฯ มาตรา 69 อันเป็นมาตราในกฎหมายซึ่งบัญญัติว่าการกระทำเช่นนั้นเป็นความผิดมาด้วย ถือว่าโจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษในความผิดข้อหาดังกล่าว ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยทั้งสองมิได้อุทธรณ์ฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจแก้ไขให้ถูกต้องได้
คำพิพากษาย่อ (ย่อยาว)
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติป่าไม้พ.ศ. 2484 มาตรา 11, 48, 73, 74, 74 ทวิ, 74 จัตวาประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 33 พระราชบัญญัติศุลกากรพ.ศ. 2466 มาตรา 27, 27 ทวิ พระราชบัญญัติให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ. 2489 มาตรา 4, 5, 6, 7, 8, 9 ริบของกลางจ่ายเงินสินบนนำจับแก่ผู้นำจับ จ่ายเงินรางวัลแก่เจ้าพนักงานผู้จับตามกฎหมายจำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 11, 48 (ที่ถูกมาตรา 48 วรรคหนึ่ง) 73 วรรคหนึ่ง, 74, 74 ทวิ, 74 จัตวาประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 91 พระราชบัญญัติศุลกากรพ.ศ. 2469 มาตรา 27, 27 ทวิ, พระราชบัญญัติให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ. 2489 มาตรา 4, 5, 6, 7, 8, 9เรียงกระทงลงโทษฐานทำไม้ จำคุกคนละ 1 ปี ปรับคนละ 6,000 บาทฐานมีไม้แปรรูปปรับคนละ 5,000 บาท ฐานแปรรูปไม้ ปรับคนละ5,000 บาท และฐานมีไม้ยังมิได้แปรรูป ปรับคนละ 5,000 บาทและปรับจำเลยที่ 1 ฐานนำเข้าหรือรับไว้ซึ่งของผิดกฎหมายตามพระราชบัญญัติศุลกากรปรับ 27,820 บาท รวมจำคุกจำเลยที่ 1มีกำหนด 1 ปี ปรับ 48,820 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 1 ปีปรับ 21,000 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 คงจำคุกคนละ 6 เดือน ปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน24,410 บาท ปรับจำเลยที่ 2 เป็นเงิน 10,500 บาท ให้รอการลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองไว้คนละ 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56ริบของกลาง ให้ใช้เงินสินบนนำจับแก่ผู้นำจับจ่ายเงินรางวัลแก่เจ้าพนักงานผู้จับตามกฎหมายโจทก์อุทธรณ์ขอให้ไม่รอการลงโทษศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า เฉพาะความผิดฐานทำไม้ไม่รอการลงโทษให้จำเลยทั้งสอง ไม่ลงโทษปรับ และไม่จ่ายเงินสินบนนำจับ ยกฟ้องความผิดต่อพระราชบัญญัติศุลกากร และไม่จ่ายเงินรางวัล นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นโจทก์และจำเลยทั้งสองฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ในข้อหาความผิดต่อพระราชบัญญัติศุลกากร เป็นการชอบหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า โจทก์ได้บรรยายฟ้องกล่าวหาว่าจำเลยที่ 1 ได้กระทำความผิดต่อพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 ตามความในมาตรา 27, 27 ทวิ ฐานใดฐานหนึ่งชอบด้วยมาตรา 158 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาแล้ว เมื่อจำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพว่าได้กระทำผิดตามฟ้อง ศาลก็ย่อมมีอำนาจเลือกปรับบทลงโทษจำเลยที่ 1 ให้ถูกต้อง หรือหากศาลเห็นว่าคำรับสารภาพของจำเลยที่ 1 ไม่ชัดแจ้งศาลก็ย่อมสอบถามจำเลยที่ 1 ให้แน่ชัดว่าจะรับในความผิดฐานใดเพื่อให้เกิดความเป็นธรรม แต่ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่ใช้อำนาจดังกล่าวเป็นการไม่ชอบด้วยหลักการแห่งกฎหมาย ขอให้ศาลฎีกาย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นดำเนินการตรวจสอบพยานหลักฐานต่อไป แล้วพิจารณาพิพากษาใหม่นั้น เห็นว่าตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 27 บัญญัติว่า "ผู้ใดนำหรือพาของที่ยังมิได้เสียค่าภาษี หรือของต้องจำกัดหรือของต้องห้าม หรือที่ยังไม่ได้ผ่านศุลกากรโดยถูกต้องเข้ามาในพระราชอาณาจักรสยามก็ดี หรือพยายามหลีกเลี่ยงบทกฎหมาย และข้อจำกัดใด ๆ อันเกี่ยวแก่การนำของเข้า โดยเจตนาจะฉ้อค่าภาษีของรัฐบาลของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่จะต้องเสียสำหรับของนั้น ๆ ก็ดี หรือหลีกเลี่ยงข้อห้าม หรือข้อจำกัดอันเกี่ยวแก่ของนั้นก็ดี สำหรับความผิดครั้งหนึ่ง ๆ ให้ปรับเป็นเงินสี่เท่าราคาของซึ่งได้รวมค่าอากรเข้าด้วยแล้ว หรือจำคุกไม่เกินสิบปีหรือทั้งปรับทั้งจำ" และมาตรา 27 ทวิ บัญญัติว่า "ผู้ใดช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ รับจำนำ หรือรับไว้โดยประการใดซึ่งของอันตนรู้ว่าเป็นของที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงอากรข้อห้ามหรือข้อจำกัด มีความผิดต้องระวางโทษปรับเป็นเงินสี่เท่าราคาของซึ่งได้รวมค่าอากรเข้าด้วยแล้วหรือจำคุกไม่เกินห้าปี หรือทั้งปรับทั้งจำ" จากบทบัญญัติดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าข้อหาความผิดตามมาตรา 27 กับมาตรา 27 ทวิ นั้นเป็นคนละฐานความผิดกัน และมีบทกำหนดโทษแตกต่างกัน ทั้งตามคำฟ้องโจทก์แสดงว่าโจทก์ประสงค์จะให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ในข้อหาใดข้อหาหนึ่งเพียงข้อหาเดียว ดังนั้นจะลงโทษจำเลยที่ 1 ทั้งสองข้อหาไม่ได้ คำรับสารภาพของจำเลยที่ 1 ที่ว่า ขอให้การรับสารภาพตามฟ้องโจทก์ทุกประการนั้นไม่ชัดเจนพอจะชี้ขาดว่าจำเลยที่ 1ได้กระทำผิดฐานใดและเป็นหน้าที่ของโจทก์ที่จะต้องนำสืบต่อไปให้ได้ความถึงข้อเท็จจริงอันเกี่ยวกับการกระทำผิดของจำเลยที่ 1โดยชัดแจ้งเพื่อศาลจะได้นำข้อเท็จจริงดังกล่าวมาปรับบทลงโทษได้และการที่ศาลจะเลือกปรับบทลงโทษจำเลยได้นั้น หมายถึงกรณีที่ข้อเท็จจริงในคดีเป็นอันยุติแล้วว่าจำเลยได้กระทำอย่างไรหากข้อเท็จจริงยังไม่เป็นที่ชัดแจ้งแล้วศาลก็ไม่อาจวินิจฉัยได้ว่าจำเลยมีความผิดฐานใดหรือไม่ เมื่อโจทก์ไม่สืบพยานศาลจะลงโทษจำเลยที่ 1 โดยอาศัยเพียงแต่คำรับสารภาพดังกล่าวหาได้ไม่ และคดีไม่มีเหตุที่จะย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นดำเนินการสอบถามคำให้การจำเลยที่ 1 ใหม่ตามที่โจทก์อ้างที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1พิพากษายกฟ้องโจทก์เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 ในข้อหาดังกล่าวจึงเป็นการชอบด้วยกฎหมายแล้ว ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่ามีเหตุสมควรที่จะรอการลงโทษแก่จำเลยทั้งสองในความผิดฐานทำไม้หรือไม่ เห็นว่า จำเลยทำไม้โดยตัดฟันไม้ประดู่เพียง 1 ต้นซึ่งเป็นจำนวนเล็กน้อย ไม่ได้ความว่าจำเลยทั้งสองกระทำเพื่อการค้า ถือไม่ได้ว่าการกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นเรื่องร้ายแรงจำเลยทั้งสองมีอาชีพทำนามีภาระต้องอุปการะเลี้ยงดูครอบครัวไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองมีความประพฤติเสียหายหรือเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน ทั้งจำเลยที่ 1 มีผู้ใหญ่บ้านในท้องที่รับรองความประพฤติและจำเลยที่ 2 เป็นสมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบลกรณีมีเหตุอันควรปรานีที่จะให้โอกาสจำเลยทั้งสองได้กลับตัวเป็นพลเมืองดีต่อไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองโดยไม่รอการลงโทษในความผิดฐานทำไม้นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นฟ้องด้วยฎีกาจำเลยทั้งสองฟังขึ้น และศาลฎีกาเห็นสมควรลงโทษปรับจำเลยทั้งสองในความผิดฐานทำไม้อีกสถานหนึ่ง โดยให้คุมความประพฤติจำเลยทั้งสองไว้ด้วยหนึ่ง ที่ศาลทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองในความผิดฐานมีไม้ยังมิได้แปรรูปไว้ในครอบครองมาด้วยนั้นเป็นการไม่ชอบเพราะคำขอท้ายฟ้องโจทก์มิได้ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป่าไม้มาตรา 69 อันเป็นมาตราในกฎหมายซึ่งบัญญัติว่าการกระทำเช่นนั้นเป็นความผิดมาด้วยถือว่าโจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษในความผิดข้อหาดังกล่าว ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยแม้จำเลยทั้งสองมิได้อุทธรณ์ฎีกาศาลฎีกาก็มีอำนาจแก้ไขให้ถูกต้องได้"พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ในข้อหาฐานมีไม้ยังมิได้แปรรูปไว้ในครอบครอง ส่วนโทษที่จะลงแก่จำเลยทั้งสองในข้อหาอื่นนั้นให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โดยรอการลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองไว้มีกำหนด 2 ปี คุมความประพฤติโดยให้จำเลยทั้งสองไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือนต่อครั้ง ภายในเวลาที่รอการลงโทษ ให้จำเลยทั้งสองกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักคุมประพฤติและจำเลยทั้งสองเห็นสมควรเป็นเวลาคนละ 48 ชั่วโมง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
ข้อมูลคดี
- คู่ความ
- โจทก์ - พนักงานอัยการ จังหวัด สุรินทร์
จำเลย - นาย สูนย์ ทองอัม กับพวก - กฎหมายที่อ้าง
- ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา — ม. 174, ม. 192 วรรคสี่, ม. 195 วรรคสอง, ม. 227
พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 — ม. 27, ม. 27 ทวิ
พระราชบัญญัติป่าไม้ — ม. 69 - องค์คณะ
- ธรรมนูญ โชคชัยพิทักษ์
สมชัย สายเชื้อ
วิรักษ์ เอื้ออังกูร
ที่มาของข้อมูล — ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในศาลฎีกา
ศาลฎีกา เลขที่ 6 ถนนราชดำเนินใน แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร 10200 ✓ ตรวจสอบแล้ว
ข้อมูลเป็นคำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น/ย่อยาว) ตามที่ศาลเผยแพร่ ไม่ใช่ข้อความคำพิพากษาฉบับเต็ม — ตรวจกับต้นฉบับจากแหล่งทางการของศาลฎีกาก่อนอ้างอิง · ระบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา