ฎีกา ปี พ.ศ. 2533 แพ่ง

ฎีกาที่ 750/2533

คำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น)

การที่โจทก์และจำเลยแถลงในวันชี้สองสถานว่ายินยอมหย่ากันโดยไม่สืบพยาน แต่ขอให้ศาลวินิจฉัยประเด็นที่ว่า โจทก์หรือจำเลยสมควรเป็นผู้ปกครองบุตรทั้งสองกับประเด็นเรื่องค่าอุปการะเลี้ยงดูโดยไม่ต้องมีการสืบพยานกันต่อไปโดยคู่ความแถลงเรื่องฐานะและรายได้ต่อศาลเพื่อประกอบการวินิจฉัยนั้น เมื่อศาลชั้นต้นวินิจฉัยชี้ขาดไปตามประเด็นที่ตกลงกันโดยพิจารณาตามเหตุผลที่เห็นว่าสมควรและเหมาะสม โดยให้โจทก์ผู้เป็นมารดาเป็นผู้ปกครองบุตรสาวคนโตอายุ 8 ปี และให้จำเลยจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรสาวเดือนละ 1,000 บาทจนกว่าจะบรรลุนิติภาวะ ส่วนบุตรชายคนเล็กอายุ 6 ปี ให้จำเลยผู้เป็นบิดาเป็นผู้ปกครองแล้ว เมื่อไม่ปรากฏว่าคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นขัดต่อกฎหมายหรือขัดต่อเหตุผลอย่างไรแล้ก็ต้องบังคับคดีไปตามคำวินิจฉัยชี้ขาดดังกล่าว จำเลยจะโต้เถียงว่าตนเป็นผู้สมควรจะปกครองบุตรมากกว่าโจทก์หาได้ไม่.

คำพิพากษาย่อ (ย่อยาว)

โจทก์ฟ้องหย่าอ้างเหตุว่าจำเลยทำร้ายร่างกาย จงใจละทิ้งร้างไปเกินหนึ่งปีและทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากันอย่างร้ายแรง ขอให้ศาลพิพากษาให้โจทก์จำเลยหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากัน และให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรสาวและบุตรชายซึ่งมีอายุ 8 ปี และ 6 ปี ตามลำดับ โดยให้จำเลยจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรทั้งสองคนละ 1,000 บาทต่อเดือน จนกว่าบุตรจะบรรลุนิติภาวะหรือจบการศึกษาชั้นสูงระดับปริญญาตรีจำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยไม่ได้กระทำตามที่โจทก์อ้างจึงไม่มีเหตุฟ้องหย่า ขอให้ยกฟ้อง และขอให้จำเลยเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรทั้งสอง โดยให้โจทก์ส่งเงินเป็นค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรทั้งสองคนละ 1,000 บาทต่อเดือน จนกว่าบุตรทั้งสองจะบรรลุนิติภาวะหรือจบการศึกษาชั้นสูงตามที่บุตรทั้งสองประสงค์จะศึกษาต่อในวันชี้สองสถาน โจทก์จำเลยแถลงว่า ยินยอมหย่ากันโดยไม่สืบพยานและขอให้ศาลวินิจฉัยว่าบุตรทั้งสองควรอยู่กับใครและกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูให้ โดยต่างฝ่ายต่างแถลงเรื่องรายได้ของตนเพื่อประกอบการวินิจฉัยศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์จำเลยหย่ากัน ให้โจทก์เป็นผู้ปกครองเด็กหญิงสุพรรณิการ์ บัวรักสกุล โดยให้จำเลยจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูเด็กหญิงสุพรรณิการ์ เดือนละ 1,000 บาท นับแต่มีคำพิพากษาเป็นต้นไปจนกว่าเด็กหญิงสุพรรณิการ์ จะบรรลุนิติภาวะ ให้จำเลยเป็นผู้ปกครองเด็กชายเมธา บัวรักสกุลจำเลยอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนจำเลยฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "จำเลยฎีกาว่าศาลอุทธรณ์พิพากษาโดยมิได้คำนึงถึงสภาพจิตใจของบุตรทั้งสองว่ามีความผูกพันต่อโจทก์และจำเลยเพียงใด และการที่บุตรทั้งสองซึ่งเคยอยู่ร่วมกันตั้งแต่เกิดต้องพลัดพรากจากกันย่อมเกิดความรู้สึกเป็นปมด้อย หากให้บุตรทั้งสองอยู่ในความดูแลของจำเลยย่อมเกิดความอบอุ่นทางใจ เพราะจำเลยเลี้ยงดูบุตรทั้งสองมาโดยตลอด จำเลยสามารถอุปการะเลี้ยงดูและให้การศึกษาแก่บุตรทั้งสองได้ดีกว่าโจทก์ ศาลฎีกาเห็นว่าเมื่อโจทก์จำเลยตกลงกันให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยประเด็นที่ว่า โจทก์หรือจำเลยสมควรเป็นผู้ปกครองบุตรทั้งสองกับประเด็นเรื่องค่าอุปการะเลี้ยงดูโดยไม่ต้องมีการสืบพยานกันต่อไป โดยคู่ความแถลงเรื่องฐานะและรายได้ต่อศาลเพื่อประกอบการวินิจฉัย ดังนี้ เท่ากับคู่ความตกลงกันให้ศาลชั้นต้นชี้ขาดในประเด็นที่กล่าวมาแล้ว เมื่อศาลชั้นต้นวินิจฉัยชี้ขาดไปตามประเด็นที่ตกลงกันโดยพิจารณาตามเหตุผลที่เห็นว่าสมควรและเหมาะสม และไม่ปรากฏว่าคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นขัดต่อกฎหมายหรือขัดต่อเหตุผลอย่างไรแล้ว ก็ต้องบังคับคดีไปตามคำวินิจฉัยชี้ขาดดังกล่าว จำเลยจะโต้เถียงว่าตนเป็นผู้สมควรจะปกครองบุตรมากกว่าโจทก์หาได้ไม่ คำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองชอบแล้วฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น"พิพากษายืน.

ข้อมูลคดี

คู่ความ
โจทก์ - นาง พูล ทรัพย์ บัว รัก สกุล
จำเลย - นาย สมบูรณ์ บัว รัก สกุล
กฎหมายที่อ้าง
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ — ม. 1520
องค์คณะ
มนู วงศ์แสงจันทร์
เสริมพงศ์ วรยิ่งยง
ชุม สุกแสงเปล่ง

ที่มาของข้อมูล — ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในศาลฎีกา
ศาลฎีกา เลขที่ 6 ถนนราชดำเนินใน แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร 10200 ✓ ตรวจสอบแล้ว

ข้อมูลเป็นคำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น/ย่อยาว) ตามที่ศาลเผยแพร่ ไม่ใช่ข้อความคำพิพากษาฉบับเต็ม — ตรวจกับต้นฉบับจากแหล่งทางการของศาลฎีกาก่อนอ้างอิง · ระบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา

ค้นหาฎีกาอื่นข้อกฎหมายและมาตรา