ฎีกา ปี พ.ศ. 2542 อาญา
ฎีกาที่ 753/2542
คำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น)
ข้อที่จำเลยยกขึ้นฎีกาว่า ความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 27 ทวิโจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องให้เห็นว่า เลื่อยโซ่ยนต์เป็นของต้องห้ามต้องจำกัดตามประกาศของกระทรวงใด ฉบับที่หรือพ.ศ. อะไร จึงเป็นคำฟ้องที่ไม่สมบูรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 158 นั้นเป็นรายละเอียดที่โจทก์ต้องนำสืบในชั้นพิจารณา และคดีนี้จำเลยให้การรับสารภาพ แสดงว่าจำเลยเข้าใจข้อหาได้ดีแล้ว ประกอบกับคดีไม่จำต้องสืบพยานประกอบคำรับสารภาพของจำเลย ศาลชั้นต้นย่อมมีอำนาจจะพิจารณาพิพากษาได้คำฟ้องของโจทก์จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ไม่ใช่มาตราในกฎหมายบัญญัติว่าการกระทำเช่นนั้นเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158(6) ดังนั้นเมื่อตามคำฟ้องของโจทก์ได้บรรยายฟ้องมาเป็นข้อ ๆ และระบุการกระทำของจำเลยเป็นหลายกรรม แม้ไม่ได้ระบุมาตรา 91มาในคำขอท้ายฟ้อง ศาลก็ลงโทษจำเลยทุกกรรมเป็นกระทงความผิดได้
คำพิพากษาย่อ (ย่อยาว)
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2540 เวลากลางวันจำเลยทั้งสี่ได้ร่วมกันกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือจำเลยทั้งสี่ได้ร่วมกันรับไว้ ช่วยซ่อนเร้น ช่วยพาเอาไป ซื้อหรือรับจำนำเลื่อยโซ่ยนต์สติลหมายเลข 112996664 จำนวน 1 เครื่องราคา 5,000 บาท ค่าภาษีอากรรวม 1,955 บาท อันเป็นของต้องห้ามต้องจำกัดจากต่างประเทศ ทั้งยังมิได้ผ่านด่านศุลกากรโดยถูกต้องตามกฎหมาย ก่อนเข้ามาในราชอาณาจักร ทั้งนี้จำเลยทั้งสี่รู้ว่าเลื่อยโซ่ยนต์เครื่องดังกล่าวเป็นของที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงอากรข้อห้ามข้อจำกัด และจำเลยทั้งสี่ได้ร่วมกันเข้าไปทำไม้มะค่าโมงซึ่งเป็นไม้หวงห้ามประเภท ก. โดยร่วมกันใช้เลื่อยโซ่ยนต์ดังกล่าว เลื่อย เจาะและแปรรูปไม้อยู่ในป่าเขตท้องที่บ้านผาสะนา ซึ่งเป็นเขตควบคุมการแปรรูปไม้และในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าดงซำทอง ป่าดงหนองไผ่ และป่าดงผาสามยอดทำให้เสื่อมเสียสภาพป่าสงวนแห่งชาติโดยจำเลยทั้งสี่ไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่และมิได้รับยกเว้นตามกฎหมายเจ้าพนักงานจับกุมตัวจำเลยทั้งสี่พร้อมยึดไม้มะค่าโมงแปรรูปจำนวน 6 แผ่น ปริมาตร 0.04 ลูกบาศก์เมตร เลื่อยโซ่ยนต์จำนวน 1 เครื่องเป็นของกลาง ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป่าไม้พ.ศ. 2484 มาตรา 4, 11, 48, 54, 73, 74, 74 ทวิ,74 จัตวา พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 4, 14, 31,34, 35 พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 27 ทวิประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และริบของกลางทั้งหมดจำเลยทั้งสี่ให้การรับสารภาพศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสี่มีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 11 วรรคหนึ่ง, 73 วรรคหนึ่งพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 14 วรรคหนึ่ง,31 วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 27 ทวิประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ให้เรียงกระทงลงโทษเฉพาะฐานทำไม้ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทลงโทษบทหนักตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ จำคุกคนละ 1 ปีฐานรับไว้ซึ่งเลื่อยโซ่ยนต์โดยรู้ว่าเป็นของที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงอากร ปรับคนละ 27,820 บาทจำเลยทั้งสี่ให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุกคนละ 6 เดือนและปรับคนละ 13,910 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้กักขังแทนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบของกลางจำเลยที่ 2 อุทธรณ์ขอให้รอการลงโทษศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า เฉพาะความผิดฐานรับไว้ซึ่งเลื่อยโซ่ยนต์โดยรู้ว่าเป็นของที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรหลีกเลี่ยงอากรให้ปรับจำเลยทั้งสี่รวมกัน 27,820 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่งแล้ว คงปรับจำเลยทั้งสี่รวมกัน 13,910 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นจำเลยที่ 2 ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาข้อกฎหมายข้อแรกของจำเลยที่ 2 ว่า ความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากรพ.ศ. 2469 มาตรา 27 ทวิ โจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องให้เห็นว่าเลื่อยโซ่ยนต์เป็นของต้องห้ามต้องจำกัดตามประกาศของกระทรวงใดฉบับที่หรือ พ.ศ. อะไร จึงเป็นคำฟ้องที่ไม่สมบูรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 นั้น เห็นว่า คดีนี้ข้อที่จำเลยที่ 2 อ้างมาในฎีกานั้นประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 158 ไม่ได้บัญญัติให้อ้างในคำฟ้องจึงเป็นรายละเอียดที่ต้องนำสืบในชั้นพิจารณา เมื่อจำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพแสดงว่าจำเลยที่ 2 เข้าใจข้อหาได้ดีแล้ว และคดีไม่จำต้องสืบพยานประกอบศาลชั้นต้นจึงมีอำนาจจะพิจารณาพิพากษาได้ คำฟ้องของโจทก์จึงชอบด้วยกฎหมายแล้วมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยที่ 2 ต่อไปว่า การที่โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสี่กระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน แต่ในท้ายคำฟ้องของโจทก์ไม่ได้อ้างประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 การที่ศาลชั้นต้นลงโทษจำเลยทั้งสี่เป็นหลายกรรมนั้น จึงเป็นการพิพากษาเกินคำขอตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 นั้นเห็นว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ไม่ใช่มาตราในกฎหมายซึ่งบัญญัติว่าการกระทำเช่นนั้นเป็นความผิด ซึ่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 มิได้ระบุให้โจทก์ต้องอ้างด้วย ดังนั้น เมื่อตามคำฟ้องของโจทก์ได้บรรยายฟ้องมาเป็นข้อ ๆ และระบุการกระทำของจำเลยเป็นหลายกรรมแม้ไม่ได้ระบุมาตรา 91 มาในคำขอท้ายฟ้อง ศาลก็ลงโทษจำเลยทั้งสี่ทุกกรรมเป็นกระทงความผิดได้พิพากษายืน
ข้อมูลคดี
- คู่ความ
- โจทก์ - พนักงานอัยการ จังหวัด เลย
จำเลย - นาย สี หัต การ กับพวก - กฎหมายที่อ้าง
- ประมวลกฎหมายอาญา — ม. 91
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา — ม. 158 (5), ม. 158 (6), ม. 161, ม. 176, ม. 192, ม. 195
พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 — ม. 27 ทวิ - องค์คณะ
- กมล เพียรพิทักษ์
สกนธ์ กฤติยาวงศ์
ทองหล่อ โฉมงาม
ที่มาของข้อมูล — ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในศาลฎีกา
ศาลฎีกา เลขที่ 6 ถนนราชดำเนินใน แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร 10200 ✓ ตรวจสอบแล้ว
ข้อมูลเป็นคำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น/ย่อยาว) ตามที่ศาลเผยแพร่ ไม่ใช่ข้อความคำพิพากษาฉบับเต็ม — ตรวจกับต้นฉบับจากแหล่งทางการของศาลฎีกาก่อนอ้างอิง · ระบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา