ฎีกา ปี พ.ศ. 2534 อาญา
ฎีกาที่ 757/2534
คำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น)
วัดเป็นเสมือนหนึ่งสมบัติส่วนกลางซึ่งชาวบ้านใช้สอย ร่วมกันสิ่งใดที่ราษฎรได้กระทำไปเพื่อประโยชน์ร่วมกันแล้ว ย่อมเป็นที่เข้าใจกันว่าทำได้ การจับปลาในสระของวัดเกิดจากอาหารไม่เพียงพอเลี้ยงดูกันสำหรับมื้อ กลางวันในวันเกิดเหตุ จึงปรารภกันทอดแหจับปลาในสระของวัดขึ้นมาประกอบอาหารรับประทานกันด้วยความรู้สึกร่วมกันของทุกคน ณ ที่นั้นว่าพึงทำได้ แม้จำเลยทั้งสองกับ ม. และ ส. ทำกันเพียง 4 คน ก็ทำด้วยความยินยอมพร้อมใจในบรรดาราษฎรในสถานที่นั้นด้วยกันทุกคน เพราะในที่สุดจะได้รับประทานด้วยกัน เป็นการกระทำด้วยความรู้สึกว่าเจ้าอาวาสวัดยินยอมโดยปริยาย ประกอบกับจำเลยทั้งสองกับพวกจับปลาขึ้นมาเพียง6 ตัว และเมื่อถูกพระทักท้วง จำเลยทั้งสองกับพวกก็มิได้ดื้อดึงทำต่อไป พฤติการณ์ดังกล่าวเห็นได้ว่าเป็นการกระทำด้วยวิสาสะคิดว่ามีสิทธิทำได้อาจเป็นเพราะว่าเจ้าอาวาสได้พูดเป็นนัยไว้ก่อนหน้าวันเกิดเหตุให้ใช้ของวัดในกรณีขาดแคลนก็ได้ การกระทำของจำเลยทั้งสองกับพวกจึงขาดเจตนาทุจริต.
คำพิพากษาย่อ (ย่อยาว)
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา83, 334, 335ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีไม่มีมูล พิพากษายกฟ้องโจทก์อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ประทับฟ้องโจทก์ไว้พิจารณาจำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษายกฟ้องโจทก์อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 วรรคแรก, 83 วางโทษจำคุกคนละหนึ่งปีพิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีแล้วให้รอการลงโทษไว้ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 56 มีกำหนดสองปีโจทก์และจำเลยทั้งสองฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ในปัญหาที่ว่าจำเลยได้ร่วมกับพวกจับปลาในสระของวัดหรือไม่นั้น ศาลฎีกาเห็นว่าโจทก์มีพยานทั้งฆราวาสและบรรพชิตเบิกความยืนยันว่า จำเลยได้ร่วมกับนายมูลและนายสวยทอดแหจับปลาในสระของวัดโจทก์ ไม่มีพยานปากใดที่น่าจะเบิกความปรักปรำจำเลย คดีฟังได้ว่า จำเลยทั้งสองได้ร่วมกับพวกจับปลาในสระของวัดโจทก์จริงดังโจทก์กล่าวหา ส่วนปัญหาที่ว่าจำเลยทั้งสองมีความผิดตามฟ้องหรือไม่นั้นศาลฎีกาเห็นว่า อันวัดนั้นเป็นเสมือนหนึ่งสมบัติส่วนกลางซึ่งชาวบ้านใช้สอยร่วมกัน เช่นใช้เป็นที่บำเพ็ญกุศลและสาธารณประโยชน์ สมบัติของวัดเองชาวบ้านก็ร่วมกันใช้ประกอบกิจการต่าง ๆ อันเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมดังกรณีสาธิตการทำปุ๋ยหมักในวันเกิดเหตุ สิ่งใดที่ราษฎรได้กระทำไปเพื่อประโยชน์ร่วมกันแล้ว ย่อมเป็นที่เข้าใจกันว่าทำได้ การจับปลาในสระของวัดในวันเกิดเหตุนั้นก็เช่นกัน เกิดจากอาหารไม่เพียงพอในการเลี้ยงดูกันสำหรับมื้อกลางวันนั้นนั่นเอง จึงได้ปรารภกันทอดแหจับปลาในสระของวัดโจทก์ขึ้นมาประกอบอาหารรับประทานกันด้วยความรู้สึกร่วมกันของทุกคน ณ ที่นั้นว่าพึงทำได้ แม้จำเลยทั้งสองกับนายมูลและนายสวยทำกันเพียง 4 คนก็ทำด้วยความยินยอมพร้อมใจในบรรดาราษฎรในสถานที่นั้นด้วยกันทุกคนเพราะในที่สุดจะได้รับประทานด้วยกัน เป็นการกระทำด้วยความรู้สึกว่าเจ้าอาวาสวัดโจทก์ยินยอมโดยปริยาย จะเห็นได้ว่า จำเลยทั้งสองกับพวกจับปลาขึ้นมาเพียง 6 ตัว เท่านั้น และเมื่อถูกพระบุญธรรมทักท้วง จำเลยทั้งสองกับพวกก็มิได้ดื้อดึงทำต่อไป พฤติการณ์ดังกล่าวเห็นได้ว่าเป็นการกระทำด้วยวิสาสะคิดว่ามีสิทธิทำได้ อาจเป็นเพราะว่าเจ้าอาวาสได้พูดเป็นนัยไว้ก่อนหน้าวันเกิดเหตุให้ใช้ของวัดในกรณีขาดแคลนก็ได้ การกระทำของจำเลยทั้งสองกับพวกจึงขาดเจตนาทุจริตไม่มีความผิด..."พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์.
ข้อมูลคดี
- คู่ความ
- โจทก์ - วัด สวรรค์ คง คา
จำเลย - นาย ก้อน แก้ว สุวรรณ ราช กับพวก - กฎหมายที่อ้าง
- ประมวลกฎหมายอาญา — ม. 1 (1), ม. 334
- องค์คณะ
- สถิตย์ เล็งไธสง
พิชิต พรหมพิทักษ์กุล
บุญสิน ตุลากัน
ที่มาของข้อมูล — ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในศาลฎีกา
ศาลฎีกา เลขที่ 6 ถนนราชดำเนินใน แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร 10200 ✓ ตรวจสอบแล้ว
ข้อมูลเป็นคำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น/ย่อยาว) ตามที่ศาลเผยแพร่ ไม่ใช่ข้อความคำพิพากษาฉบับเต็ม — ตรวจกับต้นฉบับจากแหล่งทางการของศาลฎีกาก่อนอ้างอิง · ระบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา