ฎีกา ปี พ.ศ. 2568 แพ่ง

ฎีกาที่ 7631/2568

คำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น)

โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินและบ้านอยู่ในหมู่บ้าน ล. และเป็นสมาชิกของจำเลยซึ่งเป็นนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรดังกล่าว โจทก์วางเงินค้ำประกันความเสียหายในการขอปรับปรุงห้องน้ำ และรื้อกรงสุนัขครั้งแรก 10,000 บาท และวางเงินค้ำประกันความเสียหายในการขอก่อสร้างลิฟท์ ครั้งที่สอง 10,000 บาท ให้แก่จำเลยรวมเป็นเงิน 20,000 บาท เมื่อโจทก์ดำเนินการซ่อมแซมเสร็จสิ้น โดยไม่ได้ก่อให้เกิดความเสียหายต่อสาธารณูปโภคส่วนกลางของหมู่บ้าน จำเลยหักเงินประกันความเสียหายในการขออนุญาตซ่อมแซมบ้านครั้งละ1,500 บาท เป็นค่าบำรุงรักษาส่วนกลางหมู่บ้าน ซึ่งตามข้อบังคับของนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร ล. ข้อ 5 (14) ค่าใช้จ่ายส่วนกลาง หมายถึง ค่าใช้จ่ายที่นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรเก็บจากสมาชิก เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาและจัดการสาธารณูปโภคและทรัพย์ส่วนกลางรวมทั้งค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่ คณะกรรมการหรือที่ประชุมใหญ่เสียงข้างมากมีมติให้เรียกเก็บ และตาม ข้อ 31 กำหนดให้เจ้าของบ้านมีหน้าที่ชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลางและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ตามที่ระเบียบที่คณะกรรมการกำหนดหรือมีมติที่ประชุมใหญ่เป็นผู้กำหนดเป็นประจำทุกเดือน โดยข้อบังคับการจัดเก็บค่าสาธารธูปโภคต้องอยู่ภายใต้บังคับ พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 ตาม มาตรา 49 วรรคหนึ่ง บัญญัติไว้ว่า "ค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาและการจัดการสาธารณูปโภค ให้จัดเก็บเป็นรายเดือน..." และวรรคท้าย บัญญัติว่า "หลักเกณฑ์และวิธีการจัดเก็บค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาและการจัดการสาธารณูปโภคและการจัดทำบัญชีให้เป็นไปตามระเบียบที่คณะกรรมการจัดสรรที่ดินกลางกำหนด และตามระเบียบคณะกรรมการจัดสรรที่ดินกลางว่าด้วยการกำหนดค่าใช้จ่าย หลักเกณฑ์และวิธีการจัดเก็บค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาและการจัดการสาธารณูปโภคและการจัดทำบัญชี พ.ศ. 2545 หมวด 1 ข้อ 5 และหมวด 2 ข้อ 6 ถึงข้อ 10 โดยให้กำหนดอัตราค่าใช้จ่าย การกำหนดวันเก็บค่าใช้จ่าย การกำหนดวันจัดเก็บ การกำหนดค่าปรับกรณีที่ค้างชำระ การจัดทำบัญชี และการออกใบเสร็จรับเงินที่จำเลย เมื่อจำเลยอ้างวาระการประชุมวิสามัญประจำปี 2560 ข้อ 9.3 ที่กำหนดให้จำเลยเก็บเงินค้ำประกันจากผู้รับเหมาโดยจำเลยมีสิทธิหักเงินค้ำประกันไว้ 15 เปอร์เซ็นต์ เพื่อเป็นค่าบำรุงรักษาส่วนกลางหมู่บ้านและคืนส่วนที่เหลือให้เมื่องานเสร็จเรียบร้อย และไม่ปรากฏความเสียหายต่อสาธารณูปโภคส่วนกลางก็เป็นเรื่องระหว่างจำเลยกับผู้รับเหมา ไม่เกี่ยวข้องกับสมาชิกหรือเจ้าของบ้าน การที่จำเลยหักเงินค้ำประกันของโจทก์เป็นค่าบำรุงรักษาส่วนกลางอีก จึงเป็นการเรียกค่าบำรุงรักษาส่วนกลางซ้ำซ้อนกับที่จำเลยเรียกเก็บจากโจทก์เป็นรายเดือน อันเป็นการขัดหรือฝ่าฝืนต่อ พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 มาตรา 49 และระเบียบคณะกรรมการจัดสรรที่ดินกลางว่าด้วยการกำหนดค่าใช้จ่าย หลักเกณฑ์และวิธีการจัดเก็บค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาและการจัดการสาธารณูปโภคและการจัดทำบัญชี พ.ศ. 2545 ซึ่งเป็นกฎหมายคุ้มครองผู้ซื้อที่ดินจัดสรร อันเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน จำเลยจะถือว่าโจทก์วางเงินค้ำประกันแทนผู้รับเหมา และหักเงินของโจทก์เป็นค่าบำรุงรักษาส่วนกลางแล้วให้โจทก์ไปเรียกเก็บจากผู้รับเหมาเอง เป็นการผลักภาระความรับผิดค่าในค่าบำรุงรักษาและการจัดการสาธารณูปโภคส่วนนี้ไปให้โจทก์หาได้ไม่ จำเลยต้องคืนเงินค้ำประกันเต็มจำนวนให้โจทก์

คำพิพากษาย่อ (ย่อยาว)

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 3,112.40 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี จากต้นเงิน 3,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์
จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง
ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ
โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงิน 3,112.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้ดอกเบี้ยให้ปรับเปลี่ยนลดลงหรือเพิ่มขึ้นบวกด้วยอัตราร้อยละ 2 ต่อปี ตามที่กระทรวงการคลังตราเป็นพระราชกฤษฎีกา แต่รวมกันแล้วต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ
จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังยุติในเบื้องต้นได้ว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 191114 ตั้งอยู่ในหมู่บ้าน ล. พร้อมบ้านเลขที่ 210 บนที่ดิน และเป็นสมาชิกของจำเลยซึ่งเป็นนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร จำเลยมอบอำนาจให้นายวัฒนิตย์ ดำเนินคดีนี้แทน เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2564 โจทก์แสดงความจำนงต่อจำเลยว่า โจทก์มีความประสงค์จะซ่อมแซมบ้านเลขที่ 210 โดยปรับปรุงห้องน้ำและรื้อกรงสุนัขในบริเวณบ้าน จำเลยให้โจทก์วางเงินค้ำประกันความเสียหาย 10,000 บาท โจทก์โอนเงินดังกล่าวให้จำเลย และเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2564 โจทก์แสดงความจำนงต่อจำเลยว่า โจทก์มีความประสงค์จะซ่อมแซมบ้านเลขที่ 210 โดยดำเนินการก่อสร้างลิฟต์ จำเลยให้โจทก์วางเงินค้ำประกันความเสียหาย 10,000 บาท โจทก์โอนเงินดังกล่าวให้จำเลย โจทก์ดำเนินการซ่อมแซมเสร็จสิ้นแล้ว โดยไม่ได้ก่อให้เกิดความเสียหายต่อสาธารณูปโภคส่วนกลางของหมู่บ้าน เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2564 จำเลยคืนเงินประกันความเสียหายในการขออนุญาตซ่อมแซมบ้านครั้งแรกเป็นเงิน 8,500 บาท ให้แก่โจทก์ และเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2565 จำเลยคืนเงินประกันความเสียหายในการขออนุญาตซ่อมแซมบ้านครั้งที่สองเป็นเงิน 8,500 บาทให้แก่โจทก์ โดยจำเลยหักเงินไว้ครั้งละ 1,500 บาท เป็นค่าบำรุงรักษาส่วนกลางหมู่บ้าน มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยต้องคืนเงินประกันความเสียหายในการก่อสร้างพร้อมดอกเบี้ยตามฟ้องให้แก่โจทก์หรือไม่ เพียงใด เห็นว่า สมาชิกหรือเจ้าของบ้านมีหน้าที่ชำระค่าบริการสาธารณูปโภคตามที่คณะกรรมการหมู่บ้านกำหนดอัตราค่าใช้จ่ายเสนอให้ที่ประชุมใหญ่ของสมาชิกมีมติเห็นชอบด้วยเสียงข้างมากให้จัดเก็บ ซึ่งจำเลยก็มีข้อบังคับของนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร ล. ข้อ 5 (14) ค่าใช้จ่ายส่วนกลาง หมายถึง ค่าใช้จ่ายที่นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรเก็บจากสมาชิก เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาและจัดการสาธารณูปโภคและทรัพย์ส่วนกลาง รวมทั้งค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่คณะกรรมการหรือที่ประชุมใหญ่เสียงข้างมากมีมติให้เรียกเก็บ และตามข้อ 31 กำหนดให้เจ้าของบ้านมีหน้าที่ชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลางและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ตามที่ระเบียบที่คณะกรรมการกำหนดหรือมติที่ประชุมใหญ่เป็นผู้กำหนดเป็นประจำทุกเดือน การจัดเก็บค่าสาธารณูปโภคของจำเลยจึงต้องอยู่ภายใต้บังคับ พระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 เมื่อพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 มาตรา 49 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาและการจัดการการสาธารณูปโภค ให้จัดเก็บเป็นรายเดือน..." และวรรคท้ายบัญญัติว่า "หลักเกณฑ์และวิธีการจัดเก็บค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาและการจัดการสาธารณูปโภคและการจัดทำบัญชีให้เป็นไปตามระเบียบที่คณะกรรมการจัดสรรที่ดินกลางกำหนด และตามระเบียบคณะกรรมการจัดสรรที่ดินกลางว่าด้วยการกำหนดค่าใช้จ่าย หลักเกณฑ์และวิธีการจัดเก็บค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาและการจัดการสาธารณูปโภคและการจัดทำบัญชี พ.ศ. 2545 หมวด 1 ข้อ 5 และหมวด 2 ข้อ 6 ถึงข้อ 10 ล้วนแต่กำหนดให้การกำหนดอัตราค่าใช้จ่าย การกำหนดวันเก็บค่าใช้จ่าย การกำหนดวันจัดเก็บ การกำหนดค่าปรับในกรณีที่ค้างชำระ การจัดทำบัญชี และการออกใบเสร็จรับเงินซึ่งจำเลยก็มีข้อบังคับเกี่ยวกับการจัดเก็บค่าใช้จ่ายส่วนกลาง ดังนั้น ย่อมเป็นที่เข้าใจว่าการจัดเก็บค่าบริการสาธารณูปโภคตามพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 ให้อำนาจจำเลยในฐานะนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรเรียกเก็บค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาและการจัดการสาธารณูปโภคในส่วนที่จำเลยมีหน้าที่บำรุงรักษาจากสมาชิกหรือเจ้าของบ้านเป็นรายเดือน โดยต้องอยู่ในบังคับของพระราชบัญญัติจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 ที่จำเลยต่อสู้ว่าตามวาระการประชุมวิสามัญ ประจำปี 2560 เป็นการประชุมคณะกรรมการดำเนินการของจำเลย ข้อ 9.3 กำหนดให้จำเลยเก็บเงินค้ำประกันจากผู้รับเหมา โดยจำเลยมีสิทธิหักเงินค้ำประกันไว้ 15 เปอร์เซ็นต์ เพื่อเป็นค่าบำรุงรักษาส่วนกลางหมู่บ้านและคืนส่วนที่เหลือให้เมื่องานเสร็จเรียบร้อย และไม่ปรากฏความเสียหายต่อสาธารณูปโภคส่วนกลาง ซึ่งวัตถุประสงค์เป็นเรื่องระหว่างจำเลยกับผู้รับเหมาว่ามีภาระหน้าที่ ความรับผิดและบังคับกันได้หรือไม่อย่างไร ไม่เกี่ยวข้องกับสมาชิกหรือเจ้าของบ้าน เมื่อคดีนี้ข้อเท็จจริงได้ความว่าในทางปฏิบัติมีบางกรณีที่สมาชิกหรือเจ้าของบ้านเป็นผู้วางเงินค้ำประกันดังกล่าว เช่นเดียวกับโจทก์ และโจทก์ก็ได้ชำระค่าบริการส่วนกลางรายเดือนมาโดยตลอด ดังนั้น ในกรณีนี้เมื่องานเสร็จเรียบร้อยและไม่ปรากฏความเสียหาย หากจำเลยหักเงินค้ำประกันของโจทก์เป็นค่าบำรุงรักษาส่วนกลางอีก ก็เป็นการเรียกเก็บค่าบำรุงรักษาส่วนกลางซ้ำซ้อนกับที่จำเลยเรียกเก็บเป็นรายเดือนจากโจทก์อยู่แล้ว อันเป็นการขัดหรือฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติตามพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 มาตรา 49 และระเบียบคณะกรรมการจัดสรรที่ดินกลางว่าด้วยการกำหนดค่าใช้จ่าย หลักเกณฑ์และวิธีการจัดเก็บค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาและการจัดการสาธารณูปโภคและการจัดทำบัญชี พ.ศ. 2545 ซึ่งเป็นกฎหมายที่มีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองผู้ซื้อที่ดินจัดสรร อันเป็นกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน จำเลยจะถือว่าโจทก์วางเงินค้ำประกันแทนผู้รับเหมา และหักเงินของโจทก์เป็นค่าบำรุงรักษาส่วนกลางแล้วให้โจทก์ไปเรียกเก็บจากผู้รับเหมาเอง เป็นการผลักภาระความรับผิดในค่าบำรุงรักษาและการจัดการสาธารณูปโภคส่วนนี้ไปให้โจทก์หาได้ไม่ ดังนั้น เมื่องานซ่อมแซมปรับปรุงบ้านของโจทก์เสร็จเรียบร้อย และไม่ปรากฏความเสียหายต่อสาธารณูปโภคส่วนกลาง จำเลยต้องคืนเงินค้ำประกันเต็มจำนวนให้โจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้จำเลยคืนเงินค้ำประกันส่วนที่จำเลยหักไว้พร้อมดอกเบี้ยตามฟ้องให้แก่โจทก์ ศาลฎีกาเห็นด้วยในผล ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น
อนึ่ง คดีนี้โจทก์ขอให้จำเลยชำระเงิน 3,112.40 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี จากต้นเงิน 3,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงิน 3,112.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จึงเกินคำขอของโจทก์ ปัญหานี้แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5)
พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 3,112.40 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงิน 3,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ

ข้อมูลคดี

คู่ความ
โจทก์ - นางสาว ว.
จำเลย - นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร ล.
กฎหมายที่อ้าง
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ — ม. 1336
พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 — ม. 49
องค์คณะ
สมจิตต์ สุขกมลวัฒนา
วิชาญ พึ่งประสิทธิ์
มาลี เตชะจันตะ
ศาลชั้นต้น/อุทธรณ์
ศาลแขวงสมุทรปราการ - นางสาวอรนภา เรืองกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 - นายศุภชาติ ถิ่นพังงา

ที่มาของข้อมูล — ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในศาลฎีกา
ศาลฎีกา เลขที่ 6 ถนนราชดำเนินใน แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร 10200 ✓ ตรวจสอบแล้ว

ข้อมูลเป็นคำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น/ย่อยาว) ตามที่ศาลเผยแพร่ ไม่ใช่ข้อความคำพิพากษาฉบับเต็ม — ตรวจกับต้นฉบับจากแหล่งทางการของศาลฎีกาก่อนอ้างอิง · ระบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา

ค้นหาฎีกาอื่นข้อกฎหมายและมาตรา