ฎีกา ปี พ.ศ. 2535 แพ่งและอาญา
ฎีกาที่ 769/2535
คำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น)
ในคดีอาญาที่มีผู้เสียหายหลายคน ผู้เสียหายแต่ละคนย่อมมีสิทธิฟ้องผู้กระทำผิดได้ การที่ผู้เสียหายคนหนึ่งคนใดฟ้องผู้กระทำผิดก่อน ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาก็ไม่มีบทบัญญัติห้ามผู้เสียหายคนอื่นฟ้องผู้กระทำผิดอีก ส่วนประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง(1)แม้จะนำมาใช้บังคับในคดีอาญาได้ก็ตาม ก็ห้ามเฉพาะโจทก์ในคดีเดิมเท่านั้นมิให้ฟ้องจำเลยซ้ำในเรื่องเดียวกัน โจทก์ไม่เคยฟ้องจำเลยที่ 2 ในเรื่องเดียวกันกับที่ฟ้องคดีนี้มาก่อน การที่ภรรยาโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 2 ในเรื่องเดียวกับคดีนี้มาก่อน ก็ยังไม่ถือว่าเป็นการฟ้องแทนโจทก์ด้วย ฟ้องโจทก์คดีนี้เกี่ยวกับจำเลยที่ 2 จึงไม่เป็นฟ้องซ้อนกับคดีก่อน
คำพิพากษาย่อ (ย่อยาว)
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองสมคบกันปลอมขึ้นทั้งฉบับหรือส่วนหนึ่งส่วนใดซึ่งหนังสือสัญญาจะซื้อขายหรือสัญญาวางมัดจำอันเป็นเอกสารสิทธิ โดยจำเลยทั้งสองปลอมลายมือชื่อโจทก์ ทั้งชื่อตัวและชื่อสกุลลงในช่องผู้จะขาย มีจำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อในช่องผู้จะซื้อโดยมีเจตนาเพื่อให้ผู้หนึ่งผู้ใดหลงเชื่อว่าเป็นเอกสารที่แท้จริง ทำให้โจทก์เสียหาย ต่อมาจำเลยทั้งสองสมคบกันใช้หรืออ้างเอกสารสิทธิที่จำเลยทั้งสองปลอมขึ้นดังกล่าวมาฟ้องโจทก์ต่อศาลชั้นต้น ตามคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 1662/2529ของศาลชั้นต้น ทำให้โจทก์เสียหาย ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 264, 265, 268, 91 และนับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษในคดีอื่นศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264, 265, 268, 91 แต่ให้ลงโทษฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมตามมาตรา 268 จำคุกคนละ 2 ปี คำให้การของจำเลยที่ 2 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษตามมาตรา 78ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุกจำเลยที่ 2 ไว้ 1 ปี 4 เดือน นับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 28/2529 หมายเลขแดงที่ 1741/2529 ของศาลแขวงนครราชสีมา ศาลอุทธรณ์ภาค 1วินิจฉัยว่า เกี่ยวกับการกระทำของจำเลยที่ 2 ตามฟ้องคดีนี้นางมุยเตียง ศรีแสง ภรรยาโจทก์ได้ฟ้องจำเลยที่ 2 ไว้แล้วศาลชั้นต้นได้ออกหมายจับจำเลยที่ 2 และให้จำหน่ายคดีชั่วคราวได้ตัวจำเลยที่ 2 มาแล้วจะได้ยกคดีขึ้นพิจารณาต่อไปตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1657/2529 ของศาลชั้นต้น ถือว่าคดีดังกล่าวอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น ฟ้องโจทก์คดีนี้สำหรับจำเลยที่ 2จึงเป็นฟ้องซ้อนต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 173 วรรคสอง(1) ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 15 ส่วนจำเลยที่ 1 พยานหลักฐานโจทก์ยังไม่มีน้ำหนักพอฟังลงโทษได้ พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง โจทก์ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่าเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2529 จำเลยที่ 2 ได้ฟ้องโจทก์และนางมุยเตียงภรรยาโจทก์ต่อศาลชั้นต้นให้โอนที่ดินโฉนดเลขที่ 40541 ตำบลหัวทะเลอำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา ของโจทก์และนางมุยเตียงให้จำเลยที่ 2 ตามสัญญาจะซื้อขายเอกสารหมาย จ.1 ลงวันที่ 1กุมภาพันธ์ 2529 แล้วถอนฟ้องไป ปรากฏตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่1521/2529 ของศาลชั้นต้น ก่อนโจทก์ฟ้องคดีนั้นนางมุยเตียงได้ฟ้องจำเลยที่ 2 ต่อศาลชั้นต้นว่า จำเลยที่ 2 ปลอมเอกสารหมาย จ.1และใช้เอกสารปลอมดังกล่าว ศาลชั้นต้นได้ออกหมายจับจำเลยที่ 2และจำหน่ายคดีชั่วคราวปรากฏตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1657/2529ของศาลชั้นต้น แม้โจทก์ไม่ได้ฎีกาว่าฟ้องของโจทก์ไม่เป็นฟ้องซ้อนกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1657/2529 ของศาลชั้นต้น แต่เมื่อโจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยที่ 2 ตามฟ้องด้วยก็จำเป็นต้องวินิจฉัยเสียก่อนว่าฟ้องของโจทก์เกี่ยวกับจำเลยที่ 2 เป็นฟ้องซ้อนกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1657/2529 ของศาลชั้นต้นหรือไม่ ศาลฎีกาเห็นว่า ในคดีอาญาที่มีผู้เสียหายหลายคน ผู้เสียหายแต่ละคนย่อมมีสิทธิฟ้องผู้กระทำผิดได้ การที่ผู้เสียหายคนหนึ่งคนใดฟ้องฟ้องผู้กระทำผิดก่อน ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาก็ไม่มีบทบัญญัติห้ามผู้เสียหายคนอื่นฟ้องผู้กระทำผิดอีก ส่วนประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง(1) ซึ่งได้บัญญัติห้ามโจทก์เมื่อได้ยื่นฟ้องต่อศาลแล้วและคดีอยู่ในระหว่างพิจารณายื่นคำฟ้องจำเลยเรื่องเดียวกันนั้นต่อศาลเดียวกันหรือต่อศาลอื่นอีกก็เป็นการห้ามเฉพาะโจทก์ในคดีเดิมเท่านั้นมิให้ฟ้องจำเลยซ้ำในเรื่องเดียวกัน แม้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15จะให้นำมาใช้บังคับในคดีอาญาได้ แต่โจทก์ก็ไม่ได้ฟ้องจำเลยที่ 2ในเรื่องเดียวกันกับที่ฟ้องคดีนี้มาก่อน การที่นางมุยเตียงภรรยาโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 2 ในเรื่องเดียวกับคดีนี้ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1657/2529 ของศาลชั้นต้น ก็ยังไม่ถือว่าเป็นการฟ้องแทนโจทก์ด้วย ฟ้องของโจทก์คดีนี้เกี่ยวกับจำเลยที่ 2จึงไม่เป็นฟ้องซ้อนกับคดีอาญาดังกล่าว"พิพากษากลับว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 265, 268 ให้ลงโทษฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมเพียงกระทงเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคสอง จำคุกคนละ 2 ปีคำเบิกความของจำเลยที่ 2 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 1 ปี 4 เดือน นับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1741/2529 ของศาลแขวงนครราชสีมา
ข้อมูลคดี
- คู่ความ
- โจทก์ - นาย รังสรรค์ ศ รี แสง
จำเลย - นาย ชุมพล สว่างพลกรัง กับพวก - กฎหมายที่อ้าง
- ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา — ม. 2 (4), ม. 15, ม. 28
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง — ม. 173 - องค์คณะ
- อัมพร ทองประยูร
ก้าน อันนานนท์
อุดม เฟื่องฟุ้ง
ที่มาของข้อมูล — ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในศาลฎีกา
ศาลฎีกา เลขที่ 6 ถนนราชดำเนินใน แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร 10200 ✓ ตรวจสอบแล้ว
ข้อมูลเป็นคำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น/ย่อยาว) ตามที่ศาลเผยแพร่ ไม่ใช่ข้อความคำพิพากษาฉบับเต็ม — ตรวจกับต้นฉบับจากแหล่งทางการของศาลฎีกาก่อนอ้างอิง · ระบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา