ฎีกา ปี พ.ศ. 2540 อาญา
ฎีกาที่ 7777/2540
คำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น)
จำเลยมีอาวุธปืนไม่มีหมายเลขทะเบียนและอาวุธปืนมีหมายเลขทะเบียน ซึ่งเป็นอาวุธปืนของกลางรวมทั้งสิ้น 3 กระบอก ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ต้องปรับบทลงโทษจำเลยตาม พระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 72 วรรคสามด้วย การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 7,72 วรรคหนึ่งและศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นในส่วนนี้จึงไม่ถูกต้อง ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง จำเลยมีอาวุธปืนยาวประจุปาก (ปืนแก๊ป) ชนิดประกอบขึ้นเอง เมื่อเป็นอาวุธปืนที่มีทะเบียน จำเลยจึงมีความผิด ในส่วนที่ไม่ได้รับอนุญาตให้มีและซ่อมแซมอาวุธปืนเท่านั้น อาวุธปืนดังกล่าวมิใช่ทรัพย์สินที่มีไว้เป็นความผิด อันจะพึงต้องริบตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32และมิใช่ทรัพย์สินซึ่งได้ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิด ตามมาตรา 33(1) การที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้ริบอาวุธปืนกระบอกดังกล่าวจึงไม่ถูกต้อง ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้คืนอาวุธปืนกระบอกดังกล่าวแก่เจ้าของตามที่ปรากฏชื่อทางทะเบียน
คำพิพากษาย่อ (ย่อยาว)
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยรับจ้างซ่อมแซมอาวุธปืนแก็ปของผู้มีชื่อจำนวน 3 กระบอก อันเป็นการรับจ้างซ่อมสำหรับการค้าโดยไม่ได้รับอนุญาตจำเลยมีอาวุธปืนยาวประจุปาก(ปืนแก็ป) ชนิดประกอบขึ้นเอง ขนาดปากลำกล้อง 7 มิลลิเมตรลำกล้องยาว 120 เซนติเมตร ไม่มีหมายเลขทะเบียนและเลขเครื่องหมายประทับอาวุธปืนของเจ้าพนักงานประทับ ที่ใช้ยิงได้อาวุธปืนยาวประจุปาก (ปืนแก๊ป)ชนิดประกอบขึ้นเองขนาดปากลำกล้อง กว้าง 10 มิลลิเมตร ลำกล้องยาว105 เซนติเมตร ไม่มีหมายเลขทะเบียนและเลขเครื่องหมายประทับอาวุธปืนของเจ้าพนักงานประทับ ที่ใช้ยิงได้อาวุธปืนยาวประจุปาก (ปืนแก๊ป) ชนิดประกอบขึ้นเองขนาดปากลำกล้องกว้าง 17 มิลลิเมตร ลำกล้องยาว99 เซนติเมตร เครื่องหมายทะเบียนที่ปรากฏ อบ 17/156ไม่สามารถใช้ยิงได้รวมอาวุธปืนที่จำเลยมีไว้ในครอบครองทั้งสิ้น 3 กระบอก โดยจำเลยไม่ได้รับอนุญาตเจ้าพนักงานจับจำเลยได้พร้อมด้วยอาวุธปืนแก๊ปจำนวน3 กระบอกดังกล่าว ลำกล้องปืนแก๊ป 5 ลำกล้อง กระบอกสูบ2 คู่ สว่าน 1 อัน ค้อนสำหรับตีเหล็ก 1 อัน ตะไบ 3 อันบุ้ง 1 อัน แผ่นทองเหลือง 2 แผ่น และเหล็กอุปกรณ์สำหรับประกอบอาวุธปืนแก๊ป 1 ชุด ซึ่งเป็นทรัพย์ที่จำเลยมีไว้และใช้ในการกระทำความผิด เป็นของกลาง ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิดดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7,24, 72, 73 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 91ริบของกลางจำเลยให้การรับสารภาพศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 24, 72 วรรคแรก,73 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 91 เรียงกระทงลงโทษฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตจำคุก 1 ปี ฐานซ่อมแซมอาวุธปืนโดยไม่ได้รับอนุญาตจำคุก 2 ปี รวมจำคุก 3 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก1 ปี 6 เดือน ริบของกลางจำเลยอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ข้อหามีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตปรับ 6,000 บาท ข้อหาซ่อมแซมอาวุธปืนโดยไม่ได้รับอนุญาต ปรับ 10,000 บาทรวมปรับ 16,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพมีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่งคงปรับ 8,000 บาท อีกสถานหนึ่ง โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ภายในกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29,30 ให้คุมความประพฤติจำเลยมีกำหนด 1 ปี โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือนต่อครั้งนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นโจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาตามฎีกาของโจทก์ว่าสมควรลงโทษจำเลยสถานหนักโดยไม่รอการลงโทษให้จำเลยหรือไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้โอกาสจำเลยโดยรอการลงโทษและคุมความประพฤติจำเลยไว้จึงเป็นวิธีการที่เหมาะสมแล้วศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย แต่เพื่อให้จำเลยได้ฟื้นฟูจิตสำนึกอีกทางหนึ่งเห็นควรให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ด้วยอนึ่ง สำหรับความผิดฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต โจทก์ได้บรรยายฟ้องว่า จำเลยมีอาวุธปืนซึ่งเป็นของผู้อื่นโดยเป็นอาวุธปืนไม่มีหมายเลขทะเบียนและอาวุธปืนมีหมายเลขทะเบียน รวมทั้งสิ้น 3 กระบอกไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ดังนั้น การกระทำของจำเลยจึงเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท โดยจะต้องปรับบทลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 72 วรรคสาม ด้วย ดังนั้นการที่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 7, 72 วรรคหนึ่ง และศาลอุทธรณ์ภาค 1 ยืนตามศาลชั้นต้นในส่วนนี้นั้นจึงไม่ถูกต้องและสำหรับอาวุธปืนยาวประจุปาก (ปืนแก๊ป) ชนิดประกอบขึ้นเองขนาดปากลำกล้องกว้าง 17 มิลลิเมตร ลำกล้องยาว 99 เซนติเมตรเครื่องหมายทะเบียนที่ปรากฏ อบ 17/156 จำนวน 1 กระบอกนั้นเป็นอาวุธปืนที่มีทะเบียน ซึ่งความผิดของจำเลยเป็นความผิดในส่วนที่ไม่ได้รับอนุญาตให้มีและซ่อมแซมอาวุธปืนเท่านั้นอาวุธปืนดังกล่าวจึงมิใช่ทรัพย์สินที่มีไว้เป็นความผิดอันจะพึงต้องริบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32และมิใช่ทรัพย์สินซึ่งได้ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33(1) การที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้ริบอาวุธปืนกระบอกดังกล่าวจึงไม่ถูกต้องอีกเช่นกันปัญหาทั้งสองประการข้างต้น แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์และฎีกาแต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขพิพากษาแก้เป็นว่า ในความผิดฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 7, 72 วรรคหนึ่งและวรรคสามการกระทำของจำเลยเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษจำเลยตามมาตรา 72 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควรมีกำหนด 48 ชั่วโมง ภายใน 1 ปีคืนอาวุธปืนยาวประจุปากปืนแก๊ป) หมายเลขทะเบียนอบ 17/156 ของกลาง แก่เจ้าของตามที่ปรากฏชื่อทางทะเบียนนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
ข้อมูลคดี
- คู่ความ
- โจทก์ - พนักงานอัยการ จังหวัด อุบลราชธานี
จำเลย - นาย ผุ ย แก้ว มั่น - กฎหมายที่อ้าง
- ประมวลกฎหมายอาญา — ม. 32, ม. 33 (1)
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา — ม. 49
พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 — ม. 7, ม. 72 วรรคหนึ่ง, ม. 72 วรรคสาม - องค์คณะ
- วิรัตน์ ลัทธิวงศกร
สมมาตร พรหมานุกูล
วินัส เรืองอำพัน
ที่มาของข้อมูล — ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในศาลฎีกา
ศาลฎีกา เลขที่ 6 ถนนราชดำเนินใน แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร 10200 ✓ ตรวจสอบแล้ว
ข้อมูลเป็นคำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น/ย่อยาว) ตามที่ศาลเผยแพร่ ไม่ใช่ข้อความคำพิพากษาฉบับเต็ม — ตรวจกับต้นฉบับจากแหล่งทางการของศาลฎีกาก่อนอ้างอิง · ระบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา