ฎีกา ปี พ.ศ. 2569 แพ่ง

ฎีกาที่ 80/2569

คำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น)

การคำนวณทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นอุทธรณ์ต้องแยกคำนวณตามจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันตามข้อหาของการผิดสัญญา โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองรับผิดตามสัญญาเล่นแชร์รวม 5 วง โดยแต่ละวงมีรายละเอียดข้อสัญญาต่างกัน การผิดสัญญาวงหนึ่งวงใดไม่เป็นเหตุให้ผิดสัญญาอีกวงหนึ่งด้วย โจทก์จึงสามารถแยกฟ้องจำเลยทั้งสองได้ตามข้อหาของการผิดสัญญาเล่นแชร์ในแต่ละวง เมื่อทุนทรัพย์ที่พิพาทกันสำหรับวงแชร์แต่ละวงไม่เกิน 50,000 บาท จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 224 วรรคหนึ่ง เมื่อปรากฏว่าในชั้นอุทธรณ์โจทก์อุทธรณ์ว่า จำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 2 จัดให้มีการเล่นแชร์และขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 2 อันเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลชั้นต้น จึงเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามบทกฎหมายดังกล่าว ทั้งไม่ปรากฏว่าผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นได้ทำความเห็นแย้งไว้หรือได้รับรองว่ามีเหตุอันควรอุทธรณ์ได้หรือได้รับอนุญาตให้อุทธรณ์เป็นหนังสือจากอธิบดีผู้พิพากษาภาค 8 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 รับวินิจฉัยข้อเท็จจริงดังกล่าวแล้วมีคำพิพากษามาจึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบ ปัญหาว่าศาลอุทธรณ์ภาค 8 รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์เป็นการชอบหรือไม่นี้ เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน จำเลยที่ 1 ยกขึ้นฎีกาได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคสอง ประกอบมาตรา 252

คำพิพากษาย่อ (ย่อยาว)

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระเงิน 203,820 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับตั้งแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์
จำเลยที่ 1 ให้การขอให้ยกฟ้อง
จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้จำเลยที่ 2 ชำระเงิน 203,820 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงิน 105,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 30 พฤษภาคม 2566) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก และยกฟ้องจำเลยที่ 1
โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 2 ชำระเงินแก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น แต่สำหรับอัตราดอกเบี้ยให้ลดลงหรือเพิ่มขึ้นตามพระราชกฤษฎีกาซึ่งออกตามความในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ทั้งนี้ไม่เกินอัตราร้อยละ 5 ต่อปี กับให้ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและค่าทนายความตามที่ศาลชั้นต้นกำหนด นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ 3,876 บาท แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์นอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า จำเลยทั้งสองอยู่กินฉันสามีภริยามาประมาณ 10 ปี โดยมิได้จดทะเบียนสมรส มีบุตรด้วยกัน 1 คน เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2564 จำเลยที่ 2 จัดให้มีการเล่นแชร์โดยเป็นนายวงแชร์ 2 วง แต่ละวงมีสมาชิกวงแชร์ 19 คน จำนวน 25 หุ้นหรือมือ แต่ละหุ้นหรือมือต้องส่งเงินค่าแชร์งวดละ 1,000 บาท โจทก์ร่วมเล่นแชร์ทั้ง 2 วง วงละ 1 มือ จึงต้องส่งเงินค่าแชร์งวดละ 2,000 บาท จำเลยที่ 2 จัดให้มีการประมูลแชร์ถึงเพียงงวดที่ 24 เมื่อถึงงวดที่ 25 ประจำวันที่ 25 พฤษภาคม 2566 ซึ่งเป็นงวดสุดท้าย โจทก์ส่งเงินค่าแชร์ไปแล้วเป็นเงิน 48,000 บาท โดยโจทก์มีสิทธิได้รับเงินค่าแชร์พร้อมดอกเบี้ยรวม 2 วง เป็นเงิน 89,217 บาท แต่จำเลยที่ 2 หลบหนีไม่รวบรวมส่งเงินจำนวนดังกล่าวให้แก่โจทก์ และเมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2564 จำเลยที่ 2 จัดให้มีการเล่นแชร์โดยเป็นนายวงแชร์ 3 วง แต่ละวงมีสมาชิกวงแชร์ 27 คน จำนวน 29 หุ้น หรือมือ แต่ละหุ้นหรือมือต้องส่งเงินค่าแชร์งวดละ 1,000 บาท โจทก์ร่วมเล่นแชร์ทั้ง 3 วง วงละ 1 มือ จึงต้องส่งเงินค่าแชร์งวดละ 3,000 บาท จำเลยที่ 2 จัดให้มีการประมูลแชร์ถึงเพียงงวดที่ 19 เมื่อถึงงวดที่ 20 ประจำวันที่ 20 พฤษภาคม 2566 จำเลยที่ 2 ไม่จัดให้มีการเปียแชร์หรือประมูลแชร์และหลบหนีไป โจทก์ส่งเงินค่าแชร์ไปแล้ว 57,000 บาท มีสิทธิได้รับดอกเบี้ยที่มีการประมูลแชร์ไปแล้วรวมทั้ง 3 วง เป็นเงิน 57,603 บาท ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 รับผิดชำระหนี้แก่โจทก์ จำเลยที่ 2 ไม่อุทธรณ์ ความรับผิดของจำเลยที่ 2 จึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ประการแรกว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 8 รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์เป็นการชอบหรือไม่ เห็นว่า การคำนวณทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นอุทธรณ์ต้องแยกคำนวณตามจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันตามข้อหาของการผิดสัญญา โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองรับผิดตามสัญญาเล่นแชร์ที่จำเลยทั้งสองจัดให้มีการเล่นเมื่อวันที่ 25 เมษายน 2564 รวม 2 วง และเมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2564 รวม 3 วง โดยแต่ละวงมีรายละเอียดข้อสัญญาต่างกัน การผิดสัญญาวงหนึ่งวงใดไม่เป็นเหตุให้ผิดสัญญาอีกวงหนึ่งด้วย โจทก์จึงสามารถแยกฟ้องจำเลยทั้งสองได้ตามข้อหาของการผิดสัญญาเล่นแชร์ในแต่ละวง เมื่อทุนทรัพย์ที่พิพาทกันสำหรับวงแชร์วันที่ 25 เมษายน 2564 วงแรก ต้นเงิน 24,000 บาท ดอกเบี้ย 21,098 บาท รวมเป็นเงิน 45,098 บาท วงที่ 2 ต้นเงิน 24,000 บาท ดอกเบี้ย 20,119 บาท รวมเป็นเงิน 44,119 บาท และวงแชร์วันที่ 20 ตุลาคม 2564 วงแรก ต้นเงิน 19,000 บาท ดอกเบี้ย 18,821 บาท รวมเป็นเงิน 37,821 บาท วงที่ 2 ต้นเงิน 19,000 บาท ดอกเบี้ย 19,381 บาท รวมเป็นเงิน 38,381 บาท และวงที่ 3 ต้นเงิน 19,000 บาท ดอกเบี้ย 19,401 บาท รวมเป็นเงิน 38,401 บาท ทุนทรัพย์ที่พิพาทของวงแชร์แต่ละวงจึงไม่เกิน 50,000 บาท ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคหนึ่ง เมื่อปรากฏว่าในชั้นอุทธรณ์โจทก์อุทธรณ์ว่า จำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 2 จัดให้มีการเล่นแชร์และขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 2 อันเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลชั้นต้น จึงเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามบทกฎหมายดังกล่าว ทั้งไม่ปรากฏว่าผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นได้ทำความเห็นแย้งไว้หรือได้รับรองว่ามีเหตุอันควรอุทธรณ์ได้หรือได้รับอนุญาตให้อุทธรณ์เป็นหนังสือจากอธิบดีผู้พิพากษาภาค 8 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 รับวินิจฉัยข้อเท็จจริงดังกล่าวแล้วมีคำพิพากษามาจึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบ ปัญหาว่าศาลอุทธรณ์ภาค 8 รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์เป็นการชอบหรือไม่นี้ เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน จำเลยที่ 1 ยกขึ้นฎีกาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคสอง ประกอบมาตรา 252 ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังขึ้น กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้ออื่นต่อไป
อนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ชำระเงิน 203,820 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป โดยมิได้กำหนดว่ากรณีกระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใด ก็ให้ปรับเปลี่ยนไปตามนั้นบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 ประกอบมาตรา 7 และที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 โดยมิได้สั่งค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นการไม่ชอบ ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5)
พิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์และคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 คงให้บังคับไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น แต่สำหรับดอกเบี้ยให้คิดอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ คืนค่าขึ้นศาลทั้งหมดในชั้นอุทธรณ์ให้แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ในศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์นอกจากที่สั่งคืน และค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ

ข้อมูลคดี

คู่ความ
โจทก์ - นาง ว.
โจทก์ร่วม - นาย ส. กับพวก
กฎหมายที่อ้าง
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง — ม. 224 วรรคหนึ่ง, ม. 225 วรรคสอง, ม. 252
องค์คณะ
รุ่งศักดิ์ วงศ์กระสันต์
ธิติยา เอกธำรงค์กุล
ยิ่งศักดิ์ โอฬารสกุล
ศาลชั้นต้น/อุทธรณ์
ศาลแขวงนครศรีธรรมราช - นายชัชรินทร์ เจียมพงศ์ไพศาล
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 - นายประทักษ์ชัย ธนฉายสวัสดิ์

ที่มาของข้อมูล — ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในศาลฎีกา
ศาลฎีกา เลขที่ 6 ถนนราชดำเนินใน แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร 10200 ✓ ตรวจสอบแล้ว

ข้อมูลเป็นคำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น/ย่อยาว) ตามที่ศาลเผยแพร่ ไม่ใช่ข้อความคำพิพากษาฉบับเต็ม — ตรวจกับต้นฉบับจากแหล่งทางการของศาลฎีกาก่อนอ้างอิง · ระบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา

ค้นหาฎีกาอื่นข้อกฎหมายและมาตรา