ฎีกา ปี พ.ศ. 2548 แพ่งและอาญา
ฎีกาที่ 8103/2548
คำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น)
แม้เรือนจำกลางนครศรีธรรมราชจะเป็นภูมิเนาของจำเลยในขณะที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 47 ก็ตาม แต่ ป.วิ.อ. มาตรา 22 (1) มิได้บัญญัติให้ศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลท้องที่ที่จำเลยมีที่อยู่ในเขตอำนาจต้องรับชำระคดี กฎหมายเพียงแต่บัญญัติให้เป็นดุลพินิจของศาลชั้นต้นจะรับชำระคดีหรือไม่ก็ได้ เมื่อความผิดคดีนี้เกิดขึ้นในเขตอำนาจของศาลจังหวัดทุ่งสง และพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอทุ่งสงท้องที่ที่ความผิดเกิดขึ้นเป็นผู้สอบสวน จึงอยู่ในวิสัยที่โจทก์จะฟ้องจำเลยต่อศาลจังหวัดทุ่งสงได้ ที่โจทก์อ้างว่าไม่อาจโอนตัวจำเลยไปคุมขังที่เรือจำจังหวัดทุ่งสงเพื่อฟ้องคดี เพราะเกรงว่าจะเกิดความไม่ปลอดภัยในการย้ายจำเลยนั้น เป็นเพียงการคาดการณ์เอาเองของเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องเท่านั้น จึงไม่สมควรให้ศาลชั้นต้น (ศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช) รับชำระคดีที่โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้
คำพิพากษาย่อ (ย่อยาว)
โจทก์ฟ้องขอให้ดำเนินคดีจำเลยทั้งสามที่ศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 22 (1) ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา (1) (7), 357, 83 นับโทษจำเลยทั้งสามต่อโทษจำคุกในคดีอื่นของศาลชั้นต้น
ศาลชั้นต้นเห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 22 (1) ให้อยู่ในดุลพินิจของศาลชั้นต้นที่จะรับชำระคดีนี้หรือไม่ ประกอบกับความผิดคดีนี้เกิดในเขตอำนาจของศาลจังหวัดทุ่งสง ข้ออ้างของโจทก์เป็นเพียงข้อขัดข้องในทางปฏิบัติ จึงมีคำสั่งไม่รับชำระคดีนี้
โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นฟังเป็นยุติว่า ขณะที่โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยทั้งสามต่อศาลชั้นต้น (ศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช) จำเลยทั้งสามต้องโทษจำคุกอยู่ที่เรือนจำกลางนครศรีธรรมราช คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์ชอบที่จะฟ้องจำเลยทั้งสามต่อศาลชั้นต้น (ศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช) ซึ่งเป็นศาลท้องที่ที่จำเลยทั้งสามมีที่อยู่ในเขตอำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 22 (1) ได้หรือไม่ เห็นว่า แม้เรือนจำกลางนครศรีธรรมราชจะเป็นภูมิลำเนาของจำเลยทั้งสามในขณะที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 47 เพราะจำเลยทั้งสามมีที่อยู่ในเขตอำนาจต้องรับชำระคดีที่โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสามถูกจำคุกตามคำพิพากษาถึงที่สุดของศาลชั้นต้นแล้วก็ตาม แต่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 22 (1) มิได้บัญญัติให้ศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลท้องที่ที่จำเลยทั้งสามมีที่อยู่ในเขตอำนาจต้องรับชำระคดีที่โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสามเป็นคดีนี้ กฎหมายดังกล่าวเพียงแต่บัญญัติให้เป็นดุลพินิจของศาลชั้นต้นจะรับชำระคดีหรือไม่ก็ได้ เมื่อความผิดคดีนี้เกิดขึ้นในเขตอำนาจของศาลจังหวัดทุ่งสง และพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอทุ่งสงท้องที่ที่ความผิดเกิดขึ้นเป็นผู้สอบสวนจึงอยู่ในวิสัยที่โจทก์จะฟ้องจำเลยทั้งสามต่อศาลจังหวัดทุ่งสงได้ ที่โจทก์อ้างว่าไม่อาจโอนตัวจำเลยทั้งสามไปคุมขังที่เรือนจำจังหวัดทุ่งสงเพื่อฟ้องคดี เพราะเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องเกรงว่าจะเกิดความไม่ปลอดภัยในการย้ายจำเลยทั้งสามนั้น ก็คงเป็นเพียงการคาดการณ์เอาเองของเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องเท่านั้น จึงไม่สมควรให้ศาลชั้นต้นรับชำระคดีที่โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสามเป็นคดีนี้"
พิพากษายืน
ข้อมูลคดี
- คู่ความ
- โจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดนครศรีธรรมราช
จำเลย - นายธีรพงศ์ ช่วยอารี กับพวก - กฎหมายที่อ้าง
- ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ — ม. 47
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา — ม. 22 (1) - องค์คณะ
- ชวลิต ตุลยสิงห์
เกษม วีรวงศ์
บุญส่ง น้อยโสภณ
ที่มาของข้อมูล — ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในศาลฎีกา
ศาลฎีกา เลขที่ 6 ถนนราชดำเนินใน แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร 10200 ✓ ตรวจสอบแล้ว
ข้อมูลเป็นคำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น/ย่อยาว) ตามที่ศาลเผยแพร่ ไม่ใช่ข้อความคำพิพากษาฉบับเต็ม — ตรวจกับต้นฉบับจากแหล่งทางการของศาลฎีกาก่อนอ้างอิง · ระบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา