ฎีกา ปี พ.ศ. 2568 แพ่ง
ฎีกาที่ 8556/2568
คำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น)
คดีก่อน โจทก์ฟ้องเฉพาะจำเลยที่ 1 ให้รับผิดตามสัญญาเช่าซื้อ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โดยวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีหนังสือสัญญาเช่าซื้อและไม่มีหลักฐานการแจ้งความว่าสัญญาเช่าซื้อสูญหายมาแสดง ถือว่าสัญญาเช่าซื้อไม่ทำตาม ป.พ.พ. มาตรา 572 วรรคสอง ตกเป็นโมฆะ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อกับโจทก์ เท่ากับศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยในประเด็นแห่งคดีแล้วว่า จำเลยที่ 1 ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์โดยอาศัยเหตุตามสัญญาเช่าซื้อ
เมื่อคดีก่อนถึงที่สุด โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสามเป็นคดีนี้ โดยบรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์จากโจทก์ มีจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นผู้ค้ำประกัน หลังจากทำสัญญาจำเลยที่ 1 ผิดนัด โจทก์บอกกล่าวทวงถามและบอกเลิกสัญญาแล้ว แต่จำเลยทั้งสามเพิกเฉย สัญญาเช่าซื้อสิ้นสุดลงทันที และตามข้อสัญญาเช่าซื้อจำเลยที่ 1 มีหน้าที่ส่งมอบรถคืนแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากจำเลยที่ 1 ครอบครองและใช้รถโดยไม่ชำระค่าเช่าซื้อก่อนและหลังสัญญาเช่าซื้อสิ้นสุดลง โจทก์ยังไม่ได้รับรถคืนไม่ว่ากรณีใด ๆ จำเลยที่ 1 จะต้องชำระค่าใช้ทรัพย์ ค่าขาดประโยชน์ และค่าเสียหายเป็นรายเดือน หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระหนี้ตามสัญญา จำเลยที่ 2 และที่ 3 จะชำระหนี้แก่โจทก์ให้ครบถ้วน จึงเป็นการฟ้องขอให้ศาลวินิจฉัยในประเด็นแห่งคดีโดยอาศัยเหตุเรื่องสัญญาเช่าซื้ออีก เป็นการฟ้องขอให้ศาลวินิจฉัยในประเด็นโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน คดีในส่วนของจำเลยที่ 1 จึงเป็นฟ้องซ้ำ แต่โจทก์ได้บรรยายฟ้องต่อไปด้วยว่า โจทก์ในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์ในรถยนต์ที่เช่าซื้อย่อมมีสิทธิใช้สอยและจำหน่ายทรัพย์สินของตนและได้ซึ่งดอกผลแห่งทรัพย์สินนั้น กับมีสิทธิติดตามเอาคืนซึ่งทรัพย์สินของตนเองจากบุคคลผู้ไม่มีสิทธิจะยึดถือไว้ และมีสิทธิขัดขวางมิให้ผู้อื่นสอดเข้าเกี่ยวข้องกับทรัพย์สินนั้นโดยมิชอบด้วยกฎหมายตาม ป.พ.พ. มาตรา 1336 เมื่อจำเลยที่ 1 ยังครอบครองและใช้ประโยชน์รถยนต์ตลอดมาย่อมทำให้โจทก์ในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์เสียหาย โดยมีคำขอให้จำเลยทั้งสามส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1336 ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทน และให้ใช้ค่าขาดประโยชน์ ถือว่าคำฟ้องมีข้อเท็จจริงที่เป็นเหตุแห่งการฟ้องคดีรวมทั้งคำขอบังคับชัดเจนพอที่จะทำให้เข้าใจได้ว่าโจทก์ฟ้องเรียกให้จำเลยทั้งสามคืนรถยนต์ในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์ตามมาตรา 1336 ตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 20 แล้ว ซึ่งเป็นคนละประเด็นกับคดีก่อน ฟ้องส่วนนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำ
แม้คดีในส่วนของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ผู้ค้ำประกันจะไม่เป็นฟ้องซ้ำเพราะโจทก์ไม่ได้ฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในคดีก่อน แต่เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ไม่ต้องรับผิดตามสัญญาเช่าซื้อ จำเลยที่ 2 และที่ 3 ผู้ค้ำประกันสัญญาเช่าซื้อจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ด้วย ส่วนการที่จำเลยที่ 1 ยังคงครอบครองรถยนต์ของโจทก์เป็นการยึดถือไว้โดยไม่มีสิทธิ โจทก์ในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์ย่อมมีสิทธิติดตามเอารถยนต์ที่จำเลยที่ 1 ครอบครองอยู่คืนได้ตามมาตรา 1336 โดยไม่มีกำหนดอายุความ แต่การคืนทรัพย์สินแก่บุคคลผู้มีสิทธิเอาคืน ป.พ.พ. มาตรา 1336 บัญญัติให้นำมาตรา 412 ถึง 418 ว่าด้วยลาภมิควรได้มาใช้บังคับโดยอนุโลม เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์ฟ้องเรียกรถยนต์พิพาทคืนจากจำเลยที่ 1 เป็นคดีนี้ และศาลมีคำสั่งให้ปิดหมายเรียกและสำเนาคำให้การโดยให้มีผลทันที จำเลยที่ 1 ทราบเมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2565 จึงถือได้ว่าจำเลยที่ 1 รู้ว่าตนครอบครองรถยนต์พิพาทไว้โดยไม่มีสิทธิแล้วตั้งแต่วันดังกล่าว เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่คืนรถยนต์พิพาท และยังคงครอบครองใช้ประโยชน์ตลอดมา จึงต้องถือว่าจำเลยที่ 1 ตกอยู่ในฐานะเป็นบุคคลได้รับทรัพย์สินไว้โดยทุจริตนับแต่วันดังกล่าว จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดตาม ป.พ.พ. มาตรา 413 วรรคสอง โดยต้องคืนรถยนต์ตามสภาพที่เป็นอยู่ หากคืนไม่ได้ต้องชดใช้ราคาแทน และค่าขาดประโยชน์จากการใช้ทรัพย์แก่โจทก์
เมื่อค่าขาดประโยชน์จากการใช้ทรัพย์ก่อนฟ้องจนถึงวันที่จำเลยที่ 1 ตกอยู่ในฐานะเป็นบุคคลได้รับทรัพย์สินไว้โดยทุจริต เป็นข้อเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 รับผิดตามสัญญาเช่าซื้อซึ่งจำเลยที่ 1 ไม่ต้องรับผิด ประกอบกับก่อนที่จำเลยที่ 1 จะตกอยู่ในฐานะเป็นบุคคลได้รับทรัพย์สินไว้โดยทุจริต จำเลยที่ 1 มีเพียงหน้าที่จำต้องคืนทรัพย์สินเพียงสภาพที่เป็นอยู่และมิต้องรับผิดชอบในการที่ทรัพย์นั้นสูญหายหรือบุบสลายตาม ป.พ.พ. มาตรา 413 วรรคหนึ่ง จึงไม่กำหนดค่าขาดประโยชน์จากการใช้ทรัพย์ในส่วนนี้ให้
คำพิพากษาย่อ (ย่อยาว)
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดีในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทน 290,658.47 บาท และให้จำเลยทั้งสามใช้ค่าขาดประโยชน์ 96,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 386,658.47 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และค่าเสียหายเดือนละ 8,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะส่งมอบรถยนต์คันที่เช่าซื้อคืนหรือใช้ราคาแทนเสร็จสิ้น
จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง
ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ
โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีผู้บริโภค พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา
ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2554 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ไปจากโจทก์ ในราคารวมภาษีมูลค่าเพิ่ม 498,288.47 บาท ตกลงผ่อนชำระค่าเช่าซื้อเป็นงวดรายเดือน เดือนละ 6,921 บาท เริ่มชำระงวดแรกวันที่ 5 เมษายน 2554 ส่วนงวดถัดไปภายในวันที่ 5 ของเดือนถัดไปจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยมีจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม หลังจากทำสัญญาเช่าซื้อจำเลยที่ 1 ผ่อนชำระค่าเช่าซื้อให้แก่โจทก์เพียง 30 งวด เป็นเงิน 207,630 บาท และผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่งวดที่ 31 ประจำวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2557 เป็นต้นมา เมื่อจำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อ 3 งวดติดต่อกันโจทก์มีหนังสือทวงถามฉบับลงวันที่ 16 พฤศจิกายน 2559 ไปยังจำเลยทั้งสาม ให้ชำระค่าเช่าซื้อที่ค้างภายใน 30 วัน มิฉะนั้นให้ถือเป็นหนังสือบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้รับหนังสือเมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2559 ส่วนจำเลยที่ 3 ได้รับหนังสือเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2559 ต่อมาวันที่ 21 พฤศจิกายน 2561 โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 ต่อศาลชั้นต้นให้รับผิดตามสัญญาเช่าซื้อรถยนต์คดีนี้เป็นคดีหมายเลขแดงที่ ผบ 1197/2561 จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วเห็นว่าโจทก์ไม่ได้นำสัญญาเช่าซื้อมาแสดง ทั้งไม่ได้นำหลักฐานการแจ้งความว่าสัญญาเช่าซื้อสูญหายมานำสืบ ข้อเท็จจริงจึงยังรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ไว้กับโจทก์ พิพากษายกฟ้อง คดีดังกล่าวถึงที่สุด
คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีหมายเลขแดงที่ ผบ 1197/2561 ของศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า คดีก่อน โจทก์ฟ้องเฉพาะจำเลยที่ 1 ให้รับผิดตามสัญญาเช่าซื้อ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โดยวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีหนังสือสัญญาเช่าซื้อและไม่มีหลักฐานการแจ้งความว่าสัญญาเช่าซื้อสูญหายมาแสดง ถือว่าสัญญาเช่าซื้อไม่ทำตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 572 วรรคสอง ตกเป็นโมฆะ ข้อเท็จจริงจึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อกับโจทก์ เท่ากับศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยในประเด็นแห่งคดีแล้วว่า จำเลยที่ 1 ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์โดยอาศัยเหตุตามสัญญาเช่าซื้อ และคดีถึงที่สุด ส่วนคดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์จากโจทก์ โดยมีจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นผู้ค้ำประกัน หลังจากทำสัญญาจำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อ โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวทวงถามและบอกเลิกสัญญาแล้ว แต่จำเลยทั้งสามเพิกเฉย สัญญาเช่าซื้อสิ้นสุดลงทันที และตามข้อสัญญาเช่าซื้อ จำเลยที่ 1 มีหน้าที่ส่งมอบรถคืนแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากจำเลยที่ 1 ครอบครองและใช้รถโดยไม่ชำระค่าเช่าซื้อก่อนและหลังสัญญาเช่าซื้อสิ้นสุดลง โจทก์ยังไม่ได้รับรถคืนไม่ว่ากรณีใด ๆ จำเลยที่ 1 จะต้องชำระค่าใช้ทรัพย์ ค่าขาดประโยชน์ และค่าเสียหายเป็นรายเดือน หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระหนี้แก่โจทก์ตามสัญญา จำเลยที่ 2 และที่ 3 จะชำระหนี้แก่โจทก์ให้ครบถ้วน จึงเป็นการฟ้องขอให้ศาลวินิจฉัยในประเด็นแห่งคดีโดยอาศัยเหตุเรื่องสัญญาเช่าซื้ออีก เป็นการฟ้องขอให้ศาลวินิจฉัยในประเด็นโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน คดีในส่วนของจำเลยที่ 1 จึงเป็นฟ้องซ้ำ อย่างไรก็ตาม โจทก์ได้บรรยายฟ้องต่อไปด้วยว่า โจทก์ในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์ในรถยนต์ที่เช่าซื้อย่อมมีสิทธิใช้สอยและจำหน่ายทรัพย์สินของตนและได้ซึ่งดอกผลแห่งทรัพย์สินนั้น กับทั้งมีสิทธิติดตามเอาคืนซึ่งทรัพย์สินของตนเองจากบุคคลผู้ไม่มีสิทธิจะยึดถือไว้ และมีสิทธิขัดขวางมิให้ผู้อื่นสอดเข้าเกี่ยวข้องกับทรัพย์สินนั้นโดยมิชอบด้วยกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 เมื่อจำเลยที่ 1 ยังครอบครองและใช้ประโยชน์รถยนต์ตลอดมาย่อมทำให้โจทก์ในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์เสียหาย โดยมีคำขอให้จำเลยทั้งสามส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทน และให้ใช้ค่าขาดประโยชน์ ถือว่าคำฟ้องมีข้อเท็จจริงที่เป็นเหตุแห่งการฟ้องคดีรวมทั้งคำขอบังคับชัดเจนพอที่จะทำให้เข้าใจได้ว่าโจทก์ฟ้องเรียกให้จำเลยทั้งสามคืนรถยนต์ในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 20 แล้ว ซึ่งเป็นคนละประเด็นกับคดีก่อน ปัญหานี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำ ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยมานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น
ปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่า จำเลยทั้งสามต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ เพียงใด ปัญหานี้ศาลล่างทั้งสองยังมิได้วินิจฉัย แต่เมื่อมีการสืบพยานโจทก์และจำเลยทั้งสามเสร็จสิ้นแล้วและคดีมีข้อเท็จจริงเพียงพอ ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวไปโดยไม่ย้อนสำนวนให้ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยก่อน เห็นว่า แม้คดีในส่วนของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ผู้ค้ำประกันจะไม่เป็นฟ้องซ้ำ เนื่องจากโจทก์ไม่ได้ฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในคดีก่อนก็ตาม แต่เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ต้องรับผิดตามสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ต่อโจทก์ดังที่วินิจฉัยข้างต้น และข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันครอบครองรถยนต์ของโจทก์กับจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 และที่ 3 ผู้ค้ำประกันสัญญาเช่าซื้อจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ด้วย ส่วนการที่จำเลยที่ 1 ยังคงครอบครองรถยนต์ของโจทก์ เป็นการยึดถือไว้โดยไม่มีสิทธิ โจทก์ในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์ย่อมมีสิทธิติดตามเรียกเอารถยนต์ที่จำเลยที่ 1 ครอบครองอยู่คืนได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 โดยไม่มีกำหนดอายุความ แต่การคืนทรัพย์สินแก่บุคคลผู้มีสิทธิเอาคืน ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1376 บัญญัติให้นำมาตรา 412 ถึง 418 ว่าด้วยลาภมิควรได้มาใช้บังคับโดยอนุโลม เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์ฟ้องเรียกรถยนต์พิพาทคืนจากจำเลยที่ 1 เป็นคดีนี้ และศาลมีคำสั่งให้ปิดหมายเรียกและสำเนาคำให้การโดยให้มีผลทันที จำเลยที่ 1 ทราบเมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2565 จึงถือได้ว่าจำเลยที่ 1 ได้รู้ว่าตนครอบครองรถยนต์พิพาทไว้โดยไม่มีสิทธิแล้วตั้งแต่วันดังกล่าว เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่คืนรถยนต์พิพาท แต่ยังคงครอบครองใช้ประโยชน์รถยนต์พิพาทอยู่ตลอดมา จึงต้องถือว่าจำเลยที่ 1 ตกอยู่ในฐานะเป็นบุคคลได้รับทรัพย์สินไว้โดยทุจริตนับแต่วันดังกล่าว จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดต่อโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 413 วรรคสอง โดยจำเลยที่ 1 ต้องคืนรถยนต์พิพาทให้แก่โจทก์ตามสภาพที่เป็นอยู่ หากคืนไม่ได้ย่อมต้องชดใช้ราคาแทน และค่าขาดประโยชน์จากการใช้ทรัพย์ สำหรับความรับผิดในราคาใช้แทนนั้น เห็นว่า ก่อนที่จำเลยที่ 1 จะเข้าครอบครองรถยนต์พิพาท รถยนต์ผ่านการใช้งานมาแล้วถึง 9 ปี เป็นระยะทาง 147,833 กิโลเมตร และนับตั้งแต่จำเลยที่ 1 เข้าครอบครองรถยนต์พิพาทจนถึงวันฟ้องเป็นเวลาอีก 11 ปีเศษ รถยนต์ย่อมเสื่อมสภาพไปตามการใช้งาน จึงเห็นควรกำหนดราคาใช้แทนให้จำเลยที่ 1 รับผิดเป็นเงิน 50,000 บาท ส่วนค่าเสียหายจากการที่โจทก์ไม่ได้ใช้ประโยชน์จากการใช้รถยนต์พิพาท เมื่อค่าขาดประโยชน์จากการใช้ทรัพย์ก่อนฟ้องจนถึงวันที่จำเลยที่ 1 ตกอยู่ในฐานะเป็นบุคคลได้รับทรัพย์สินไว้โดยทุจริต เป็นข้อเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 รับผิดตามสัญญาเช่าซื้อซึ่งจำเลยที่ 1 ไม่ต้องรับผิด ประกอบกับก่อนที่จำเลยที่ 1 จะตกอยู่ในฐานะเป็นบุคคลได้รับทรัพย์สินไว้โดยทุจริต จำเลยที่ 1 มีเพียงหน้าที่จำต้องคืนทรัพย์สินเพียงสภาพที่เป็นอยู่และมิต้องรับผิดชอบในการที่ทรัพย์นั้นสูญหายหรือบุบสลายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 413 วรรคหนึ่ง จึงไม่กำหนดค่าขาดประโยชน์จากการใช้ทรัพย์ในส่วนนี้ให้ แต่ในส่วนค่าขาดประโยชน์จากการใช้ทรัพย์จำเดิมนับแต่วันที่จำเลยที่ 1 ทุจริตซึ่งโจทก์มีคำขอบังคับมาด้วยแล้วนั้น เมื่อได้ความจากนางสาวสกาวรัตน์ ผู้รับมอบอำนาจช่วงของโจทก์ที่เบิกความแต่เพียงลอยๆ ว่า โจทก์สามารถนำรถยนต์พิพาทออกให้บุคคลภายนอกเช่าได้โดยจะได้ค่าเช่าตามราคาในท้องตลาดเดือนละ 20,499 บาท แต่โจทก์ขอคิดเพียงเดือนละ 8,000 บาท เป็นเวลา 12 เดือน เป็นเงิน 96,000 บาท อันเป็นเรื่องที่โจทก์คาดการณ์เอาเอง โดยทางไต่สวนไม่ปรากฏข้อเท็จจริงใดที่แสดงให้เห็นว่าโจทก์สามารถนำรถยนต์ออกให้เช่าได้ทุกวันและจะได้ค่าเช่าในราคาดังกล่าว ค่าเสียหายจากการไม่ได้ใช้ทรัพย์ของโจทก์ที่เรียกร้องดังกล่าวจึงสูงเกินสมควร ศาลฎีกาเห็นสมควรกำหนดค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์จากการใช้ทรัพย์ให้โจทก์เดือนละ 1,500 บาท นับแต่วันที่ 4 พฤษภาคม 2565 จนถึงวันที่อ่านคำพิพากษาศาลฎีกา
สำหรับดอกเบี้ยของราคาใช้แทนและค่าขาดประโยชน์จากการใช้ทรัพย์ที่โจทก์เรียกร้อง เนื่องจากราคาใช้แทนเป็นกรณีที่หากจำเลยที่ 1 ส่งมอบรถยนต์คืนแก่โจทก์ไม่ได้ จำเลยที่ 1 ต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์เพื่อราคาวัตถุอันไม่อาจส่งมอบได้เพราะเหตุอย่างใดอย่างหนึ่งอันเกิดขึ้นระหว่างผิดนัด โจทก์จึงมีสิทธิเรียกดอกเบี้ยได้ตั้งแต่เวลาอันเป็นฐานที่ตั้งแห่งการกะประมาณราคานั้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 225 แต่ข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าเวลาเป็นฐานที่ตั้งแห่งการกะประมาณราคาอันหมายถึงเวลาที่ไม่สามารถส่งมอบรถยนต์เกิดขึ้นเมื่อใด โจทก์จึงมีสิทธิเรียกดอกเบี้ยราคาใช้แทนนับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาอันเป็นวันที่ ศาลกำหนดราคาใช้แทนให้ ดังนั้นการที่โจทก์มีคำขอและฎีกาเรียกดอกเบี้ยของราคาใช้แทนนับแต่วันฟ้องอันเป็นเวลาก่อนวันที่ศาลฎีกามีคำพิพากษาจึงไม่อาจกำหนดให้ได้ และเมื่อราคาใช้แทนเป็นหนี้เงิน โจทก์จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยผิดนัดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้คู่ความฟังเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ส่วนดอกเบี้ยของค่าขาดประโยชน์จากการใช้ทรัพย์ เมื่อโจทก์มีคำขอเรียกดอกเบี้ยของค่าขาดประโยชน์จากการใช้ทรัพย์ก่อนฟ้อง แต่ศาลไม่ได้กำหนดค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์จากการใช้ทรัพย์จึงไม่มีค่าขาดประโยชน์จากการใช้ทรัพย์ก่อนฟ้องที่จะกำหนดดอกเบี้ยในส่วนนี้ให้
พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบรถยนต์ตามสภาพที่เป็นอยู่แก่โจทก์ หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทน 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาเป็นต้นไป อัตราดอกเบี้ยถ้ากระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใด ก็ให้ปรับเปลี่ยนไปตามนั้นบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินร้อยละ 15 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ และให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าขาดประโยชน์จากการใช้ทรัพย์ในอัตราเดือนละ 1,500 บาท นับแต่วันที่ 4 พฤษภาคม 2565 จนถึงวันอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
ข้อมูลคดี
- คู่ความ
- โจทก์ - ธนาคาร ก.
จำเลย - นางสาว ช. กับพวก - กฎหมายที่อ้าง
- ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ — ม. 413, ม. 1336, ม. 1376
พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 — ม. 20 - องค์คณะ
- พรชัย พุ่มกำพล
ทวีศักดิ์ อุนนาทรรัตนกุล
ธรรมนูญ สิงห์สาย - ศาลชั้นต้น/อุทธรณ์
- ศาลจังหวัดลพบุรี - นางสาวกมลวรรณ เกศวพิทักษ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 - นายสมเจตน์ สุรินทร์ศักดิ์
ที่มาของข้อมูล — ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในศาลฎีกา
ศาลฎีกา เลขที่ 6 ถนนราชดำเนินใน แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร 10200 ✓ ตรวจสอบแล้ว
ข้อมูลเป็นคำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น/ย่อยาว) ตามที่ศาลเผยแพร่ ไม่ใช่ข้อความคำพิพากษาฉบับเต็ม — ตรวจกับต้นฉบับจากแหล่งทางการของศาลฎีกาก่อนอ้างอิง · ระบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา