ฎีกา ปี พ.ศ. 2536 แพ่งและอาญา
ฎีกาที่ 856/2536
คำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น)
โจทก์ฟ้องจำเลยให้รับผิดในฐานะผู้ค้ำประกัน ส. จำเลยจึงมีสิทธิยกข้อต่อสู้ทั้งหลายซึ่ง ส. มีต่อโจทก์รวมทั้งเรื่องอายุความที่โจทก์อาจฟ้อง ส. เป็นคดีแพ่งขึ้นต่อสู้โจทก์ได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 694 การที่โจทก์ฟ้องให้ ส. ชดใช้เงินที่ยักยอกคืนโจทก์ เป็นการฟ้องเรียกค่าเสียหายในมูลละเมิดอันเป็นความผิดมีโทษตามกฎหมายอาญาและศาลพิพากษาแล้วว่า ส. มีความผิดตาม ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 353 ซึ่งมีระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปีจึงมีอายุความที่จะต้องฟ้องและได้ตัวผู้กระทำความผิดมาภายใน 10 ปี นับแต่วันกระทำผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 95(3) กำหนดอายุความทางอาญาจึงยาวกว่าอายุความตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448วรรคแรก ที่กำหนดไว้เพียง 1 ปี นับแต่วันที่ผู้เสียหายรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้พึงจะต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน จึงต้องเอาอายุความที่ยาวกว่ามาใช้บังคับ ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448วรรคสอง โจทก์จึงมีสิทธิฟ้อง ส. ได้ภายใน 10 ปี นับแต่วันที่ส. กระทำความผิดเบียดบังยักยอกเงินของโจทก์ไปโดยทุจริตเมื่อโจทก์ฟ้องจำเลยภายใน 10 ปี นับแต่วันที่ ส. กระทำผิดจึงไม่ขาดอายุความ
คำพิพากษาย่อ (ย่อยาว)
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2527 จำเลยทำสัญญาค้ำประกันการปฏิบัติงานของนายสายัณต์ หมื่นกล้า ไว้ต่อโจทก์ว่าถ้านายสายัณต์ หมื่นกล้า ซึ่งได้รับแต่งตั้งให้เป็นตัวแทนขายประกันภัยของโจทก์เก็บเงินค่าเบี้ยประกันภัยจากผู้เอาประกันแล้วไม่นำเงินส่งแก่โจทก์ หรือก่อความเสียหายและมีหนี้สินต่อโจทก์ จำเลยก็จะรับผิดชดใช้แทนในวงเงิน 100,000 บาท ต่อมาระหว่างวันที่27 พฤศจิกายน 2527 ถึงวันที่ 22 สิงหาคม 2528นายสายัณต์ หมื่นกล้าปฏิบัติหน้าที่ประจำสำนักงานสาขาของโจทก์ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยาได้เก็บเบี้ยประกันภัยจากผู้เอาประกันภัยรวมเป็นเงิน 166,045 บาท แล้วไม่ส่งมอบแก่โจทก์ แต่ได้เบียดบังยักยอกเงินจำนวนดังกล่าวไปโดยทุจริต โจทก์ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีแก่นายสายัณต์ หมื่นกล้า ในข้อหายักยอกศาลพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกนายสายัณต์ หมื่นกล้า 39 เดือน และให้นายสายัณต์ หมื่นกล้า คืนเงินแก่โจทก์จำนวน 160,186 บาทโจทก์ทวงถามจำเลยในฐานะผู้ค้ำประกันให้ชดใช้เงินที่นายสายัณต์ยักยอกไปให้แก่โจทก์ โดยให้รับผิดจำนวน 100,000 บาท ตามวงเงินที่ค้ำประกันแล้ว จำเลยเพิกเฉย ขอให้จำเลยชำระเงิน 100,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.8 ต่อปี นับแต่วันที่ 29 สิงหาคม 2528ซึ่งเป็นวันผิดนัดถึงวันฟ้องเป็นค่าดอกเบี้ย 13,399.45 บาท และนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์จำเลยให้การว่า มูลหนี้ตามคำฟ้องของโจทก์หากมีจริง โจทก์ก็ไม่ฟ้องนายสายัณต์นับแต่วันโจทก์ทราบการละเมิดจนถึงวันฟ้องเป็นเวลาเกินกว่า 1 ปีโจทก์มาฟ้องจำเลยในฐานะผู้ค้ำประกันให้รับผิดจึงขาดอายุความ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 วรรคหนึ่งและมาตรา 694 นายสายัณต์ ไม่ได้ทำละเมิดต่อโจทก์ ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 29 สิงหาคม 2528 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์จำเลยอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนจำเลยฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นว่า เมื่อระหว่างวันที่ 27 พฤศจิกายน 2527 ถึงวันที่ 21 สิงหาคม 2528นายสายัณต์ หมื่นกล้า พนักงานขายประกันของโจทก์ได้เก็บเงินเบี้ยประกันภัยจากลูกค้าโจทก์ ผู้เอาประกันภัยรวม 15 ราย เป็นเงิน160,186 บาท แล้วได้ยักยอกเอาเป็นประโยชน์ส่วนตัวโดยทุจริตไม่นำส่งโจทก์ โจทก์มอบอำนาจให้นายบรรเทา จันทร์ศร ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอพระนครศรีอยุธยา ให้ดำเนินคดีกับนายสายัณต์ในข้อหายักยอก ต่อมาพนักงานอัยการประจำศาลแขวงพระนครศรีอยุธยาได้ฟ้องนายสายัณต์ ข้อหายักยอกเงินจำนวนดังกล่าว ศาลแขวงพระนครศรีอยุธยาพิพากษาเมื่อวันที่26 พฤษภาคม 2529 จำคุกนายสายัณต์มีกำหนด 39 เดือนและให้นายสายัณต์คืนเงิน 160,186 บาท แก่โจทก์ คดีดังกล่าวถึงที่สุดแล้วคดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่โดยจำเลยฎีกาว่า จำเลยมีสิทธิยกข้อต่อสู้ของนายสายัณต์เรื่องอายุความขึ้นต่อสู้โจทก์ และนับแต่วันที่นายสายัณต์กระทำละเมิดและโจทก์รู้ตัวผู้ที่จะต้องรับผิดเป็นเวลาเกิน 1 ปีแล้วคดีโจทก์จึงขาดอายุความ พิเคราะห์แล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยให้รับผิดในฐานะผู้ค้ำประกันนายสายัณต์ ดังนั้นจำเลยจึงมีสิทธิยกข้อต่อสู้ทั้งหลายซึ่งนายสายัณต์มีต่อโจทก์รวมทั้งเรื่องอายุความที่โจทก์อาจฟ้องนายสายัณต์เป็นคดีแพ่งขึ้นต่อสู้โจทก์ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 694 ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังขึ้น ปัญหาต่อไปคือ คดีที่โจทก์อาจฟ้องนายสายัณต์ให้รับผิดต่อโจทก์ในทางแพ่งนั้นมีอายุความ 1 ปี ตามที่จำเลยต่อสู้หรือไม่เห็นว่าการที่โจทก์จะฟ้องให้นายสายัณต์ชดใช้เงินที่ยักยอกคืนโจทก์นั้นเป็นการฟ้องเรียกค่าเสียหายในมูลละเมิดอันเป็นความผิดมีโทษตามกฎหมายอาญา และศาลแขวงพระนครศรีอยุธยาพิพากษาแล้วว่านายสายัณต์มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 353 ซึ่งมีระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี จึงมีอายุความที่จะต้องฟ้องและได้ตัวผู้กระทำความผิดมายังศาลภายใน 10 ปีนับแต่วันกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 95(3) กำหนดอายุความทางอาญาจึงยาวกว่าอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 วรรคแรกที่กำหนดไว้เพียง 1 ปี นับแต่วันที่ผู้เสียหายรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้พึงจะต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน จึงต้องเอาอายุความที่ยาวกว่านั้นมาบังคับตามที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 วรรคสองบัญญัติไว้ จะนำอายุความ 1 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 448 วรรคแรก มาบังคับหาได้ไม่ ดังนั้น โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องนายสายัณต์ได้ภายใน 10 ปีนับแต่วันที่นายสายัณต์กระทำผิดเบียดบังยักยอกเงินของโจทก์ไปโดยทุจริต เมื่อนายสายัณต์ยักยอกเงินของโจทก์ไปในระหว่างวันที่ 27 พฤศจิกายน 2527 ถึงวันที่ 21สิงหาคม 2528 โจทก์ฟ้องจำเลยให้รับผิดในฐานะผู้ค้ำประกันนายสายัณต์เป็นคดีนี้เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2530 จึงเป็นการฟ้องคดีภายใน 10 ปี นับแต่วันที่นายสายัณต์กระทำความผิด ดังนั้นคดีที่โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้จึงไม่ขาดอายุความดังที่จำเลยต่อสู้ที่ฟ้องและได้ตัวผู้กระทำความผิดมายังศาลภายใน 10 ปี นับแต่วันกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 95(3) กำหนดอายุความทางอาญาจึงยาวกว่าอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 448 วรรคแรก ที่กำหนดไว้เพียง 1 ปี นับแต่วันที่ผู้เสียหายรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้พึงจะต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนจึงต้องเอาอายุความที่ยาวกว่านั้นมาบังคับตามที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 448 วรรคสอง บัญญัติไว้ จะนำอายุความ 1 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 วรรคแรก มาบังคับหาได้ไม่ ดังนั้น โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องนายสายัณต์ได้ภายใน 10 ปีนับแต่วันที่นายสายัณต์กระทำความผิดเบียดบังยักยอกเงินของโจทก์ไปโดยทุจริต เมื่อนายสายัณต์ยักยอกเงินของโจทก์ไปในระหว่างวันที่ 27 พฤศจิกายน 2527 ถึงวันที่ 21 สิงหาคม 2528โจทก์ฟ้องจำเลยให้รับผิดในฐานะผู้ค้ำประกันนายสายัณต์เป็นคดีนี้เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2530 จึงเป็นการฟ้องคดีภายใน 10 ปีนับแต่วันที่นายสายัณต์กระทำความผิด ดังนั้น คดีที่โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้จึงไม่ขาดอายุความดังที่จำเลยต่อสู้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่าคดีโจทก์ไม่ขาดอายุความนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น
ข้อมูลคดี
- คู่ความ
- โจทก์ - บริษัท ไทย ประ สิทธิ ประกันภัย จำกัด
จำเลย - นาย สิงห์ สถิต ย์ กระจา ยศ รี - กฎหมายที่อ้าง
- ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ — ม. 448, ม. 694
ประมวลกฎหมายอาญา — ม. 95 (3) - องค์คณะ
- ชวลิต พรายภู่
ตัน เวทไว
ชาติศักดิ์ ธรรมศักดิ์
ที่มาของข้อมูล — ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในศาลฎีกา
ศาลฎีกา เลขที่ 6 ถนนราชดำเนินใน แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร 10200 ✓ ตรวจสอบแล้ว
ข้อมูลเป็นคำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น/ย่อยาว) ตามที่ศาลเผยแพร่ ไม่ใช่ข้อความคำพิพากษาฉบับเต็ม — ตรวจกับต้นฉบับจากแหล่งทางการของศาลฎีกาก่อนอ้างอิง · ระบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา