ฎีกา ปี พ.ศ. 2544 แพ่ง
ฎีกาที่ 8587/2544
คำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น)
จำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันจำเลยที่ 1 ไว้แก่บริษัท ส. และบริษัทในกลุ่มบริษัท ย. ทุกบริษัทซึ่งจำเลยที่ 1 ได้รับคำสั่งจากบริษัทส. ให้ย้ายไปปฏิบัติงาน ดังนี้ สัญญาค้ำประกันดังกล่าวมีความหมายว่าจำเลยที่ 2 จะค้ำประกันจำเลยที่ 1 แก่บริษัท ย. และเฉพาะแก่บริษัทในกลุ่มบริษัท ย. ทุกบริษัท ซึ่งมีสภาพเป็นนิติบุคคลอยู่แล้วในขณะที่จำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันเท่านั้น เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าในขณะที่จำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันจำเลยที่ 1 โจทก์ยังไม่มีฐานะเป็นนิติบุคคล โจทก์จึงไม่ใช่คู่สัญญากับจำเลยที่ 2 โจทก์ย่อมไม่มีอำนาจฟ้อง แม้จำเลยที่ 1 จะเป็นลูกจ้างของโจทก์ก็ตามสัญญาค้ำประกันฉบับดังกล่าวก็หาได้ครอบคลุมถึงโจทก์ด้วยไม่จำเลยที่ 2 ไม่จำต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์
คำพิพากษาย่อ (ย่อยาว)
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างโจทก์ ตำแหน่งพนักงานขายสินค้าจำเลยที่ 1 ได้สั่งสินค้าแทนลูกค้า 9 ราย โดยลูกค้ามิได้สั่งสินค้า แล้วจำเลยที่ 1นำสินค้าดังกล่าวไปเป็นประโยชน์ส่วนตัวรวมเป็นราคา 3,183,710.85 บาทอันเป็นการทำละเมิดต่อโจทก์ จำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์ ขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 3,183,710.85บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้องศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 เอาสินค้าของโจทก์ไปรวมเป็นเงิน 3,183,710.85 บาท ในขณะที่จำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันจำเลยที่ 1 โจทก์ยังไม่มีสภาพบุคคล สัญญาค้ำประกันจึงไม่สมบูรณ์โจทก์ไม่สามารถบังคับเอาแก่จำเลยที่ 2 ได้ พิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 3,183,710.85 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยกเสียโจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกาศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า จำเลยที่ 2 จะต้องรับผิดตามสัญญาค้ำประกันหรือไม่ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติว่า จำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2532 โจทก์เป็นบริษัทในเครือของบริษัทสยามกลการ จำกัด โดยโจทก์จดทะเบียนจัดตั้งเป็นนิติบุคคลเมื่อวันที่29 ธันวาคม 2532 จำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างของโจทก์ เห็นว่า สัญญาค้ำประกันมีข้อความว่า "ข้าพเจ้านายศักดิ์ชัย เฉลิมเกียรติกุล (จำเลยที่ 2) อายุ 38 ปี(ภรรยาชื่อ ร.ต.ท. (ญ) จิตรา เฉลิมเกียรติกุล) ซึ่งต่อไปนี้เรียกว่า "ผู้ค้ำประกัน"ขอทำหนังสือนี้ค้ำประกันนายมารุต บุบผากลิ่น (จำเลยที่ 1)ให้ไว้แก่บริษัทสยามกีกิ จำกัด และบริษัทในกลุ่มบริษัทสยามกลการ จำกัดทุกบริษัทซึ่งนายมารุต บุบผากลิ่น ได้รับคำสั่งจากบริษัทสยามกีกิ จำกัด ให้ย้ายไปปฏิบัติงาน ซึ่งต่อไปในหนังสือนี้เรียกว่า "บริษัท" มีข้อความดังต่อไปนี้..."ตามสัญญาค้ำประกันดังกล่าวมีความหมายว่าจำเลยที่ 2 จะค้ำประกันจำเลยที่ 1 แก่บริษัทสยามกีกิ จำกัดและเฉพาะแก่บริษัทในกลุ่มบริษัทสยามกลการ จำกัด ทุกบริษัท ซึ่งมีสภาพเป็นนิติบุคคลอยู่แล้วในขณะที่จำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันเท่านั้น เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าในขณะที่จำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันจำเลยที่ 1 โจทก์ยังไม่มีฐานะเป็นนิติบุคคล โจทก์จึงไม่ใช่คู่สัญญากับจำเลยที่ 2 โจทก์ย่อมไม่มีอำนาจฟ้องแม้จำเลยที่ 1 จะเป็นลูกจ้างของโจทก์ก็ตาม สัญญาค้ำประกันฉบับดังกล่าวก็หาได้ครอบคลุมถึงโจทก์ด้วยไม่ จำเลยที่ 2 ไม่จำต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1ต่อโจทก์คำพิพากษาศาลแรงงานกลางชอบแล้ว อุทธรณ์โจทก์ฟังไม่ขึ้น"พิพากษายืน
ข้อมูลคดี
- คู่ความ
- โจทก์ - บริษัท แซ็กเซิลเซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด
จำเลย - นาย มารุต บุบผากลิ่น กับพวก - กฎหมายที่อ้าง
- ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ — ม. 368, ม. 680
- องค์คณะ
- วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
สกนธ์ กฤติยาวงศ์
หัสดี ไกรทองสุก
ที่มาของข้อมูล — ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในศาลฎีกา
ศาลฎีกา เลขที่ 6 ถนนราชดำเนินใน แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร 10200 ✓ ตรวจสอบแล้ว
ข้อมูลเป็นคำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น/ย่อยาว) ตามที่ศาลเผยแพร่ ไม่ใช่ข้อความคำพิพากษาฉบับเต็ม — ตรวจกับต้นฉบับจากแหล่งทางการของศาลฎีกาก่อนอ้างอิง · ระบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา