ฎีกา ปี พ.ศ. 2542 แพ่ง
ฎีกาที่ 8744/2542
คำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น)
บันทึกฉบับพิพาทมีข้อความว่า ห้างหุ้นส่วนจำกัดโจทก์ได้รับต้นฉบับหนังสือสัญญาค้ำประกันของธนาคารคืนไปจากจำเลยเป็นการเรียบร้อยแล้ว และห้างหุ้นส่วนจำกัดโจทก์ไม่ติดใจเรียกร้องอย่างใด ๆ ในทุก ๆ กรณี เอาจากจำเลยทั้งสิ้น โดยหุ้นส่วนผู้จัดการผู้แทนตามกฎหมายของห้างหุ้นส่วนจำกัดโจทก์ลงชื่อพร้อมทั้งประทับตราโจทก์ไว้บันทึกดังกล่าวทำขึ้นหลังจากจำเลยชำระเงินค่าซื้อขายแพขนานยนต์จำนวน 3 ลำ ให้แก่โจทก์โดยหักเงินค่าปรับตามสัญญาออกแล้วแสดงให้เห็นเจตนาของโจทก์โดยชัดแจ้งว่าโจทก์สละสิทธิเรียกร้องเรื่องเงินค่าปรับและค่าเสียหายจากจำเลยในทุกกรณี อันมีลักษณะเป็นการระงับข้อพิพาทเกี่ยวกับสัญญาซื้อขายแพขนานยนต์ซึ่งมีอยู่หรือจะมีขึ้นนั้นให้เสร็จไปด้วยต่างยอมผ่อนผันให้แก่กันจึงเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 850,851, และ 852 ย่อมมีผลผูกพันโจทก์
คำพิพากษาย่อ (ย่อยาว)
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินแก่โจทก์เป็นเงิน 3,422,193.75 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปีของต้นเงิน จำนวน 3,342,480 บาท นับแต่วันที่ 27 มีนาคม 2534 ถึงวันฟ้องเป็นเงิน 973,897.94 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน จำนวน 79,713.75 บาท นับแต่วันที่ 9 ตุลาคม 2535 ถึงวันฟ้องเป็นเงิน 4,979.38 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 4,401,071.07 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระให้โจทก์เสร็จจำเลยให้การว่า โจทก์และจำเลยทำสัญญาซื้อขายแพขนานยนต์พิพาทฉบับลงวันที่ 29 พฤษภาคม 2533 โดยกำหนดให้ส่งมอบภายในวันที่ 24 พฤศจิกายน2533 หลังจากทำสัญญาแล้ว โจทก์ได้ขอแก้ไขเปลี่ยนแปลงรายการบางอย่างในแบบแปลนก่อสร้างเล็กน้อย จำเลยได้อนุญาตให้โจทก์แก้ไขเพราะมิใช่เป็นการแก้ไขเปลี่ยนแปลงในสิ่งสาระสำคัญแห่งสัญญาจำเลยได้เตรียมข้อมูลและเอกสารต่าง ๆ เพื่อให้โจทก์รับไปดำเนินการจดทะเบียนและขอใบอนุญาตต่าง ๆ เกี่ยวกับแพขนานยนต์แต่โจทก์ละเลยไม่ติดต่อกับจำเลย โจทก์ไม่ส่งมอบงานให้จำเลยภายในกำหนดสัญญา จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา จำเลยได้ปรับและเรียกค่าเสียหายจากโจทก์จำนวน 3,342,480 บาท โดยมิได้บอกเลิกสัญญา ซึ่งโจทก์ก็ยินยอมและมิได้โต้แย้ง ต่อมาโจทก์ให้ทนายความมีหนังสือทวงถาม จำเลยได้ชี้แจงจนโจทก์ยอมรับความจริงจำเลยได้อนุญาตให้โจทก์รับหลักประกันคืนไปได้ แต่โจทก์ไม่มาติดต่อขอรับคืนจากจำเลยจนกระทั่งวันที่ 4 ธันวาคม 2535 จึงได้มารับคืนไปโดยได้ยอมรับว่าเป็นความผิดของโจทก์และไม่ติดใจเรียกร้องอย่างใด ๆ เอาจากจำเลยตามบันทึกของโจทก์เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2535 ข้อพิพาทระหว่างโจทก์และจำเลยจึงระงับลงโจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องเอาจากจำเลย ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนโจทก์ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2533โจทก์และจำเลยได้ทำสัญญาซื้อขายแพขนานยนต์จำนวน 3 ลำ เป็นเงิน 21,990,000บาท กำหนดส่งมอบภายในวันที่ 24 พฤศจิกายน 2533 โจทก์นำหนังสือค้ำประกันในวงเงิน 2,199,000 บาท ของธนาคารกรุงไทย จำกัด สำนักงานใหญ่ มอบไว้แก่จำเลยเป็นประกันการปฏิบัติโจทก์ส่งมอบแพขนานยนต์จำนวน 3 ลำ ให้จำเลยเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2534 ช้ากว่ากำหนด 76 วัน จำเลยชำระเงินให้โจทก์โดยหักเป็นค่าปรับตามสัญญาจำนวน 3,342,480 บาท ลงวันที่ 27 มีนาคม 2534 โจทก์มีหนังสือถึงจำเลยลงวันที่ 3 เมษายน 2534 โต้แย้งว่าการหักเงินค่าปรับดังกล่าวไม่ถูกต้องต่อมาวันที่ 4 ธันวาคม 2535 โจทก์ได้รับหนังสือค้ำประกันคืนจากจำเลยตามบันทึกหน้า 3 ของสัญญาซื้อขายดังกล่าวมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า บันทึกหน้า 3 ของสัญญาซื้อขายเอกสารหมาย ล.1 เป็นสัญญาประนีประนอมยอมความหรือไม่ บันทึกดังกล่าวมีข้อความว่า "วันที่ 4 ธันวาคม 2535 ห้างหุ้นส่วนจำกัด อู่เรือธนบุรี ได้รับต้นฉบับหนังสือสัญญาค้ำประกันของธนาคารกรุงไทย จำกัด สำนักงานใหญ่ ที่ ค.สอก.177/2533 ลงวันที่ 29 พฤษภาคม 2533 คืนไปจาก ร.ส.พ. เป็นการเรียบร้อยแล้วและห้างหุ้นส่วนจำกัด อู่เรือธนบุรี ไม่ติดใจเรียกร้องอย่างใด ๆ ในทุก ๆ กรณีเอาจาก ร.ส.พ. ทั้งสิ้น" ลงชื่อนายบุญช่วย สมรรถศรบุศย์ หุ้นส่วนผู้จัดการ/ผู้แทนตามกฎหมายพร้อมทั้งประทับตราโจทก์ เห็นว่า บันทึกดังกล่าวทำขึ้นหลังจากจำเลยชำระเงินค่าแพขนานยนต์จำนวน 3 ลำ ให้แก่โจทก์โดยหักเงินค่าปรับตามสัญญาออกแล้ว แสดงให้เห็นเจตนาของโจทก์โดยชัดแจ้งว่าโจทก์สละสิทธิเรียกร้องเรื่องเงินค่าปรับและค่าเสียหายจากจำเลยในทุกกรณีอันมีลักษณะเป็นการระงับข้อพิพาทซึ่งมีอยู่หรือจะมีขึ้นนั้นให้เสร็จไปด้วยต่างยอมผ่อนผันให้แก่กันและนายบุญช่วยหุ้นส่วนผู้จัดการโจทก์ได้ลงชื่อพร้อมประทับตราโจทก์ลงในบันทึกดังกล่าว จึงเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 850, 851 และ 852 บันทึกดังกล่าวย่อมมีผลผูกพันโจทก์ ดังนั้น โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องเรียกเงินตามฟ้องจากจำเลยได้พิพากษายืน
ข้อมูลคดี
- คู่ความ
- โจทก์ - ห้างหุ้นส่วนจำกัด อู่เรือธนบุรี
จำเลย - องค์การรับส่งสินค้าและพัสดุภัณฑ์ (ร.ส.พ - กฎหมายที่อ้าง
- ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ — ม. 850, ม. 851, ม. 852
- องค์คณะ
- ยงยศ นิสภัครกุล
ณรงค์ศักดิ์ วิจิตรสาระวงศ์
ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์
ที่มาของข้อมูล — ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในศาลฎีกา
ศาลฎีกา เลขที่ 6 ถนนราชดำเนินใน แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร 10200 ✓ ตรวจสอบแล้ว
ข้อมูลเป็นคำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น/ย่อยาว) ตามที่ศาลเผยแพร่ ไม่ใช่ข้อความคำพิพากษาฉบับเต็ม — ตรวจกับต้นฉบับจากแหล่งทางการของศาลฎีกาก่อนอ้างอิง · ระบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา