ฎีกา ปี พ.ศ. 2535 แพ่ง

ฎีกาที่ 897/2535

คำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น)

โจทก์จำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความต่อศาล โดยจำเลยตกลงโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินที่จำนองให้โจทก์ เมื่อจำเลยจดทะเบียนโอนที่ดินให้โจทก์ตามสัญญาแล้ว แม้ภายหลังโจทก์ขายที่ดินดังกล่าวให้บุคคลอื่นได้ราคาสูงกว่าจำนวนหนี้ที่จำเลยค้างชำระ จำเลยจะขอให้โจทก์คืนเงินค่าที่ดินส่วนที่เกินจำนวนหนี้แก่จำเลยไม่ได้เพราะประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 732 ใช้บังคับเฉพาะกรณีขายทอดตลาดบังคับจำนอง ไม่ใช้บังคับกรณีทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน

คำพิพากษาย่อ (ย่อยาว)

กรณีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องให้ศาลพิพากษาบังคับจำเลยชำระเงิน 686,562.50 บาท ให้โจทก์พร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ หากจำเลยไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 2434,2435 และ 2436 ตำบลห้วยขวาง อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐมซึ่งจำเลยจดทะเบียนจำนองไว้กับโจทก์ขายทอดตลาดชำระหนี้ให้โจทก์ต่อมา โจทก์และจำเลยได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความต่อศาลชั้นต้นโดยจำเลยตกลงโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินที่จำนองทั้งสามแปลงชำระหนี้ให้โจทก์ วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2531 โจทก์ได้ทำหนังสือสัญญาขายที่ดินทั้งสามแปลงให้ผู้มีชื่อและจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้ผู้มีชื่อจำเลยยื่นคำร้องว่า โจทก์ได้นำที่ดินทั้งสามแปลงไปขายให้ผู้มีชื่อเป็นเงิน 1,000,000 บาท โจทก์จึงต้องคืนเงินส่วนที่เกินกว่าหนี้สินที่จำเลยจะต้องรับผิดต่อโจทก์ให้จำเลย ขอให้ศาลเรียกโจทก์มาสอบถามและบังคับให้คืนเงินส่วนที่โจทก์ขายที่ดินได้เกินกว่าจำนวนหนี้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องจำเลยอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนจำเลยฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า โจทก์ต้องคืนเงินค่าขายที่ดินส่วนที่เกินกว่าหนี้สินให้แก่จำเลยหรือไม่ ในประเด็นนี้จำเลยอ้างว่า แม้จะตกลงตามสัญญาประนีประนอมยอมความกันแล้ว โจทก์และจำเลยยังมีเจตนาปฏิบัติตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 732 อีกส่วนหนึ่ง พิเคราะห์แล้วเห็นว่าตามข้อความในสัญญาประนีประนอมยอมความไม่ปรากฏข้อความดังที่จำเลยอ้างทั้งกรณีของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 732ซึ่งถ้าผู้รับจำนองบังคับจำนองโดยการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองได้เงินสุทธิเท่าใด หลังจากใช้แก่ผู้รับจำนองแล้วมีเงินเหลือเท่าใดก็ให้ส่งมอบแก่ผู้จำนองนั้น ก็เป็นการบังคับจำนองมิใช่กรณีที่มีการทำสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างกัน จำเลยจะอ้างบทมาตราดังกล่าวให้โจทก์คืนเงินส่วนที่เกินให้จำเลยไม่ได้ และเมื่อกรรมสิทธิ์ในที่ดินทั้งสามโฉนดดังกล่าวโอนเป็นของโจทก์แล้วโจทก์มีอำนาจจำหน่ายทรัพย์สินของตนได้โดยอาศัยอำนาจแห่งกรรมสิทธิ์โดยไม่มีข้อจำกัดใด หาใช่เป็นการใช้สิทธิเหนือทรัพย์สินอันมีเงื่อนไข ดังที่จำเลยฎีกาไม่พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

คู่ความ
โจทก์ - นาย สง่า อัน นัน นับ
จำเลย - จ่าสิบเอก ประสาน ตาละลักษณ์
กฎหมายที่อ้าง
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ — ม. 732, ม. 850
องค์คณะ
สุชาติ สุขสุมิตร
นำชัย สุนทรพินิจกิจ
สนัด หมายสวัสดิ์

ที่มาของข้อมูล — ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในศาลฎีกา
ศาลฎีกา เลขที่ 6 ถนนราชดำเนินใน แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร 10200 ✓ ตรวจสอบแล้ว

ข้อมูลเป็นคำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น/ย่อยาว) ตามที่ศาลเผยแพร่ ไม่ใช่ข้อความคำพิพากษาฉบับเต็ม — ตรวจกับต้นฉบับจากแหล่งทางการของศาลฎีกาก่อนอ้างอิง · ระบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา

ค้นหาฎีกาอื่นข้อกฎหมายและมาตรา