ฎีกา ปี พ.ศ. 2537 อาญา
ฎีกาที่ 9/2537
คำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น)
ความผิดฐานปลอมเอกสารและความผิดฐานขายของโดยหลอกลวงนั้นเป็นความผิดคนละอย่างแยกออกจากกันได้ การที่จำเลยเจตนาปลอมเอกสารเพื่อขายของโดยหลอกลวงเป็นเจตนาต่างกัน เพียงแต่มีเจตนาพิเศษหรือมูลเหตุจูงใจให้กระทำผิดเป็นอันเดียวกัน คำฟ้องของโจทก์บรรยายโดยชัดแจ้งว่าจำเลยกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกันคือ ฐานปลอมเอกสารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 และฐานขายของโดยหลอกลวงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 271 และจำเลยก็ให้การรับสารภาพตามฟ้อง จึงถือได้ว่าจำเลยมีเจตนากระทำความผิดทั้งฐานปลอมเอกสารและฐานขายของโดยหลอกลวง การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91
คำพิพากษาย่อ (ย่อยาว)
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264, 271,91, 50, 33 ริบของกลางและสั่งห้ามจำเลยประกอบอาชีพขายสินค้าเครื่องดื่มนมเปรี้ยวยี่ห้อยาคูลท์เป็นเวลาไม่เกิน 5 ปี นับแต่วันพ้นโทษจำเลยให้การรับสารภาพศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 264, 271, 91, 50, 33 ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264จำคุก 6 เดือน กระทงหนึ่ง และลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 271จำคุก 6 เดือน อีกกระทงหนึ่ง เรียงกระทงลงโทษเป็นจำคุก 1 ปีจำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงเหลือโทษจำคุก6 เดือน พฤติการณ์แห่งการกระทำผิดของจำเลยไม่สมควรรอการลงโทษให้ แต่สำหรับคำขอของโจทก์ที่ขอให้สั่งห้ามจำเลยประกอบอาชีพขายเครื่องดื่มนมเปรี้ยวยาคูลท์เป็นเวลาไม่เกิน 5 ปี นับแต่วันพ้นโทษนั้น เห็นว่า โทษจำคุกที่ศาลลงแก่จำเลย น่าจะทำให้จำเลยหลาบจำและมีผลไม่ให้ผู้ประกอบการค้ารายอื่นเอาเยี่ยงอย่างจำเลยอยู่แล้ว จึงไม่จำเป็นต้องสั่งห้ามจำเลยประกอบอาชีพดังกล่าวอีกคำขอนี้จึงให้ยกของกลางให้ริบจำเลยอุทธรณ์ขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ลงโทษจำคุกจำเลยกระทงละ3 เดือน รวมสองกระทงเป็นจำคุก 6 เดือน รับสารภาพลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 เดือน นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นจำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาตามฎีกาของจำเลยว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดกรรมเดียวหรือหลายกรรมต่างกัน เห็นว่าความผิดฐานปลอมเอกสารและความผิดฐานขายของโดยหลอกลวงนั้นเป็นความผิดคนละอย่างแยกออกจากกันได้ การที่จำเลยเจตนาทำผิดฐานปลอมเอกสารเพื่อทำผิดฐานขายของโดยหลอกลวงเป็นเจตนาต่างกันเพียงแต่มีเจตนาพิเศษหรือมูลเหตุจูงใจให้กระทำผิดเป็นอันเดียวกันตามคำฟ้องของโจทก์ได้บรรยายโดยชัดแจ้งว่า จำเลยกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน โดยแยกเป็น 2 ข้อ คือ ฐานปลอมเอกสารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 ข้อหนึ่ง และฐานขายของโดยหลอกลวงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 271 อีกข้อหนึ่ง ทั้งจำเลยก็ให้การรับสารภาพตามฟ้อง ซึ่งถือได้ว่าจำเลยมีเจตนากระทำความผิดทั้งฐานปลอมเอกสารและฐานขายของโดยหลอกลวง ฉะนั้นการกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91 และวินิจฉัยข้อที่จำเลยขอให้รอการลงโทษว่าพฤติการณ์แห่งคดีมีเหตุอันควรปรานีควรรอการลงโทษให้แก่จำเลยพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกจำเลยกระทงละ 3 เดือน ปรับกระทงละ 3,000 บาท รวมสองกระทงเป็นจำคุก 6 เดือน ปรับ 6,000 บาทจำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 คงจำคุก 3 เดือน ปรับ 3,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษมีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับจัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
ข้อมูลคดี
- คู่ความ
- โจทก์ - พนักงานอัยการ ประจำศาล แขวง นครศรีธรรมราช
จำเลย - นาง อา รี ย์ นนทาภักดิ์ - กฎหมายที่อ้าง
- ประมวลกฎหมายอาญา — ม. 91, ม. 264, ม. 271
- องค์คณะ
- สมพงษ์ สนธิเณร
สมศักดิ์ วิธุรัติ
ไพโรจน์ คำอ่อน
ที่มาของข้อมูล — ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในศาลฎีกา
ศาลฎีกา เลขที่ 6 ถนนราชดำเนินใน แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร 10200 ✓ ตรวจสอบแล้ว
ข้อมูลเป็นคำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น/ย่อยาว) ตามที่ศาลเผยแพร่ ไม่ใช่ข้อความคำพิพากษาฉบับเต็ม — ตรวจกับต้นฉบับจากแหล่งทางการของศาลฎีกาก่อนอ้างอิง · ระบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา