ฎีกา ปี พ.ศ. 2538 แพ่ง

ฎีกาที่ 9017/2538

คำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น)

การที่โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยรับรองบุตรของโจทก์และเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูรวมมาด้วยกันเป็นเรื่องที่เกี่ยวเนื่องกัน โจทก์ย่อมฟ้องรวมในคดีเดียวกันได้ โดยไม่จำเป็นต้องฟ้องขอให้ศาลพิพากษาว่าเป็นบุตรเพื่อให้เกิดสิทธิเสียก่อนแล้วจึงมาฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูในภายหลัง

คำพิพากษาย่อ (ย่อยาว)

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อปี 2526 โจทก์กับจำเลยได้อยู่กินฉันสามีภริยา มีบุตรด้วยกัน 1 คน คือเด็กชายจิรายุ อาระยะกุลอายุ 3 ปี ต่อมาโจทก์เคยบอกกล่าวให้จำเลยไปจดทะเบียนรับเด็กชายจิรายุเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมาย แต่จำเลยเพิกเฉย จำเลยมีหน้าที่ต้องร่วมอุปการะเลี้ยงดูเด็กชายจิรายุ ซึ่งจำเลยเคยจ่ายเงินค่าอุปการะเลี้ยงดูเพียงปีเดียว นับแต่เดือนมิถุนายน2533 เป็นต้นมา จำเลยไม่ได้จ่ายอีกเลย โจทก์มีรายได้เพียงเล็กน้อยเด็กชายจิรายุเติบโตขึ้นมาทำให้ค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูต้องเพิ่มขึ้น โจทก์ประสงค์ให้จำเลยชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูตลอดจนค่าใช้จ่ายในการศึกษาเล่าเรียนแก่เด็กชายจิรายุ ในอัตราเดือนละ 4,000 บาท นับแต่เดือนมิถุนายน 2533 เป็นต้นไปจนกว่าเด็กชายจิรายุบรรลุนิติภาวะ เป็นเวลา 19 ปี คิดเป็นเงิน912,000 บาท โจทก์บอกกล่าวแล้วแต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยไปดำเนินการจดทะเบียนรับรองว่าเด็กชายจิรายุ อาระยะกุลหรืออุ้มเพชร เป็นบุตรของจำเลย ณ ที่ว่าการท้องที่ หากจำเลยไม่ไปขอให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลเป็นการแสดงเจตนา ให้จำเลยชำระเงินทั้งสิ้น 912,000 บาท แก่โจทก์ และให้เด็กชายจิรายุอาระยะกุลหรืออุ้มเพชร อยู่ในความปกครองของโจทก์แต่เพียงผู้เดียวจำเลยให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูจากจำเลย เพราะเด็กชายจิรายุไม่ได้เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของจำเลย สิทธิและหน้าที่ในการอุปการะเลี้ยงดูยังไม่เกิดขึ้น ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษาให้เด็กชายจิรายุเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของจำเลย ให้จำเลยชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูเด็กชายจิรายุให้แก่โจทก์เป็นรายเดือน เดือนละ 3,000 บาท โดยให้จำเลยชำระทุกวันสิ้นเดือนของทุกเดือนติดต่อกันไป นับแต่วันที่คำพิพากษาถึงที่สุดจนกว่าเด็กชายจิรายุ บรรลุนิติภาวะ และให้เด็กชายจิรายุอยู่ในความปกครองของโจทก์แต่ผู้เดียว คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยกจำเลยอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืนจำเลยฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในประการแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรจากจำเลยหรือไม่ เพราะในเวลาที่โจทก์ฟ้อง เด็กชายจิรายุยังไม่ได้เป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของจำเลย สิทธิและหน้าที่ในการอุปการะเลี้ยงดู ระหว่างจำเลยและเด็กชายจิรายุยังไม่เกิดขึ้น เห็นว่าการที่โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยรับรองบุตรและเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูรวมมาด้วยกัน เป็นเรื่องที่เกี่ยวเนื่องกัน โจทก์ย่อมฟ้องรวมในคดีเดียวกันได้ โดยไม่จำเป็นต้องฟ้องขอให้ศาลพิพากษาว่าเป็นบุตรเพื่อให้เกิดสิทธิเสียก่อนแล้วจึงมาฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูรวมมาด้วยกัน เป็นเรื่องที่เกี่ยวเนื่องกัน โจทก์ย่อมฟ้องรวมในคดีเดียวกันได้ โดยไม่จำเป็นต้องฟ้องขอให้ศาลพิพากษาว่าเป็นบุตรเพื่อให้เกิดสิทธิเสียก่อนแล้วจึงมาฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูในภายหลังดังที่จำเลยอ้าง"พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

คู่ความ
โจทก์ - นาง ศรีวิไล อุ้ม เพชร
จำเลย - นาย สามารถ อา ระยะ กุล
กฎหมายที่อ้าง
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ — ม. 1598/38
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง — ม. 55
องค์คณะ
อร่าม หุตางกูร
ไพศาล รางชางกูร
สมพล สัตยาอภิธาน

ที่มาของข้อมูล — ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในศาลฎีกา
ศาลฎีกา เลขที่ 6 ถนนราชดำเนินใน แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร 10200 ✓ ตรวจสอบแล้ว

ข้อมูลเป็นคำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น/ย่อยาว) ตามที่ศาลเผยแพร่ ไม่ใช่ข้อความคำพิพากษาฉบับเต็ม — ตรวจกับต้นฉบับจากแหล่งทางการของศาลฎีกาก่อนอ้างอิง · ระบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา

ค้นหาฎีกาอื่นข้อกฎหมายและมาตรา