ฎีกา ปี พ.ศ. 2539 แพ่ง
ฎีกาที่ 917/2539
คำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น)
คำสั่งศาลชั้นต้นที่ว่าคดีที่โจทก์ฟ้องเป็นคดีไม่มีข้อยุ่งยากให้ดำเนินคดีอย่างคดีมโนสาเร่ เป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา เมื่อจำเลยมิได้โต้แย้งไว้ก่อนศาลชั้นต้นพิพากษา จำเลยจึงไม่อาจอุทธรณ์ในปัญหาข้อนี้ได้ การเรียกให้ชำระหนี้เงินยืมซึ่งมิได้กำหนดเวลาอันจะพึงชำระหนี้ไว้ ต้องปรับด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 203 วรรคแรก มิใช่เป็นการเรียกให้คืนทรัพย์สินซึ่งยืมไปตามมาตรา 652 เมื่อสัญญากู้ยืมมิได้กำหนดวันชำระคืนโจทก์ผู้ให้กู้ย่อมจะเรียกให้จำเลยผู้กู้ชำระหนี้โดยพลันได้
คำพิพากษาย่อ (ย่อยาว)
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเป็นหนี้โจทก์หลายครั้ง ต่อมาวันที่5 มีนาคม 2529 จำเลยได้ทำสัญญากู้เงินไว้กับโจทก์เป็นเงิน119,000 บาท โดยมิได้กำหนดระยะเวลาการชำระหนี้เงินต้นไว้แต่ตกลงด้วยวาจาว่าจะคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีจนกว่าชำระเงินให้โจทก์เสร็จสิ้น นับตั้งแต่ทำสัญญากู้ยืมเงินดังกล่าวแล้วจำเลยไม่เคยชำระดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ โจทก์ทวงถามหลายครั้ง จำเลยเพิกเฉย โจทก์ขอคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ7.5 ต่อปี ถึงวันฟ้องเป็นเวลา 5 ปี เป็นเงิน 44,625 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินต้น 119,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องเป็นเงิน 44,625 บาท และดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีในเงินต้น 119,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์จำเลยให้การว่า จำเลยไม่ได้ทำสัญญากู้เงินตามเอกสารท้ายฟ้องสัญญากู้เงินไม่มีกำหนดเวลาชำระเงินต้นและดอกเบี้ย โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องคดีและไม่มีสิทธิเรียกดอกเบี้ย ขอให้ยกฟ้องจำเลยขาดนัดพิจารณาศาลชั้นต้นฟังว่าจำเลยได้ทำสัญญากู้เงินจำนวนตามฟ้องจากโจทก์ เมื่อโจทก์มีหนังสือบอกกล่าวทวงถามโดยชอบแล้วจำเลยไม่ชำระจึงต้องรับผิดในเงินต้นดังกล่าว ส่วนดอกเบี้ยนั้นตามสัญญากู้เงินไม่ได้กำหนดกันไว้ แม้โจทก์จะอ้างว่าตกลงด้วยวาจาก็ตาม โจทก์จะนำสืบเพิ่มเติมเปลี่ยนแปลงเอกสารไม่ได้แต่เมื่อโจทก์บอกกล่าวให้ชำระหนี้แล้วจำเลยไม่ชำระ โจทก์ย่อมเรียกดอกเบี้ยจากจำเลยระหว่างผิดนัดได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 และพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน119,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 28 มกราคม 2537 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 2,500 บาทจำเลยอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2537 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้จำเลยใช้ค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์ 2,000 บาท แทนโจทก์จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติโดยคู่ความมิได้ฎีกาคัดค้านว่า จำเลยได้ทำสัญญากู้เงินตามเอกสารหมาย จ.2ให้โจทก์ซึ่งเป็นผู้กู้ไว้เป็นหลักฐาน ต่อมาโจทก์ให้ทนายความมีหนังสือบอกกล่าวทวงถามให้จำเลยชำระหนี้ตามสัญญากู้เงินดังกล่าวตามเอกสารหมาย จ.3 จำเลยได้รับหนังสือบอกกล่าวแล้วแต่ไม่ชำระหนี้แก่โจทก์ปัญหาข้อแรกที่จำเลยฎีกาว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3ไม่รับวินิจฉัยในข้อที่จำเลยอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่มีคำสั่งว่าเป็นคดีไม่มีข้อยุ่งยากและให้ดำเนินคดีอย่างคดีมโนสาเร่เป็นการไม่ชอบเพราะจำเลยไม่มีโอกาสเพียงพอที่จะโต้แย้งคัดค้านคำสั่งดังกล่าวได้ก่อนศาลชั้นต้นพิพากษานั้น เห็นว่า ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าเป็นคดีไม่มีข้อยุ่งยากให้ดำเนินคดีอย่างคดีมโนสาเร่เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2537 มีการส่งหมายเรียกอย่างคดีมโนสาเร่หรือคดีไม่มีข้อยุ่งยากแก่จำเลยโดยการปิดหมายวันที่ 20 มีนาคม2537 กำหนดนัดให้จำเลยไปศาลและให้การแก้ข้อหาแห่งคดีในวันที่ 18 เมษายน 2537 เวลา 13 นาฬิกา จำเลยยื่นคำให้การวันที่ 1 เมษายน 2537 เมื่อถึงวันนัดสืบพยานโจทก์ในวันที่18 เมษายน 2537 จำเลยขาดนัดพิจารณา ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งว่าจำเลยขาดนัดพิจารณา ให้พิจารณาชี้ขาดคดีโจทก์ไปฝ่ายเดียวและได้พิพากษาคดีในวันเดียวกันนั้น แสดงว่า จำเลยได้ทราบคำสั่งดังกล่าวและมีโอกาสที่จะโต้แย้งคำสั่งก่อนถึงวันที่ศาลชั้นต้นจะมีคำพิพากษาเป็นเวลามากพอสมควร หาใช่ไม่มีโอกาสจะโต้แย้งคัดค้านคำสั่งศาลชั้นต้นดังที่จำเลยฎีกาไม่คำสั่งดังกล่าวเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา เมื่อจำเลยมิได้โต้แย้งไว้ก่อนศาลชั้นต้นพิพากษา จำเลยจึงไม่อาจอุทธรณ์ในปัญหาข้อนี้ได้ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ไม่รับวินิจฉัยให้นั้นชอบแล้วปัญหาข้อต่อไปที่จำเลยฎีกาว่า หนังสือทวงถามให้จำเลยชำระหนี้ของโจทก์ควรจะใช้คำบอกกล่าวแก่ผู้ยืมให้คืนเงินภายในเวลาอันควรตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 652 หาใช่มาตรา 203เมื่อโจทก์ไม่บอกกล่าวแก่จำเลยผู้ยืมในเวลาอันควรจึงไม่มีสิทธิฟ้องคดีได้นั้น เห็นว่าคดีเป็นเรื่องการเรียกให้ชำระหนี้เงินยืมซึ่งมิได้กำหนดเวลาอันจะพึงชำระหนี้ไว้ จึงต้องปรับใช้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 203 วรรคแรก หาใช่เป็นกรณีเรียกให้คืนทรัพย์สินซึ่งยืมไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 652 ไม่ เมื่อสัญญากู้ยืมมิได้กำหนดวันชำระคืนผู้ให้กู้ย่อมจะเรียกให้จำเลยผู้กู้ชำระหนี้โดยพลันได้ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยมานั้น ชอบแล้ว"พิพากษาแก้เป็นว่า ค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นให้จำเลยใช้แทนเท่าที่โจทก์ชนะคดี นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 3
ข้อมูลคดี
- คู่ความ
- โจทก์ - นาย โกศล ตระกูลเมฆี
จำเลย - นาง สม หวัง มา นะจิตต์ - กฎหมายที่อ้าง
- ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ — ม. 203, ม. 652
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง — ม. 193 - องค์คณะ
- จารุณี ตันตยาคม
สมปอง เสนเนียม
ผล อนุวัตรนิติการ
ที่มาของข้อมูล — ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในศาลฎีกา
ศาลฎีกา เลขที่ 6 ถนนราชดำเนินใน แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร 10200 ✓ ตรวจสอบแล้ว
ข้อมูลเป็นคำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น/ย่อยาว) ตามที่ศาลเผยแพร่ ไม่ใช่ข้อความคำพิพากษาฉบับเต็ม — ตรวจกับต้นฉบับจากแหล่งทางการของศาลฎีกาก่อนอ้างอิง · ระบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา