ฎีกา ปี พ.ศ. 2537 แพ่ง

ฎีกาที่ 939/2537

คำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น)

แม้สัญญารับทุนจะใช้แบบตามที่กระทรวงการคลังกำหนดให้ใช้กับข้าราชการผู้รับทุน โดยที่จำเลยที่ 1 มิได้เป็นข้าราชการหรือได้ลาออกจากการเป็นลูกจ้างชั่วคราวแล้วก็ตาม แต่เมื่อจำเลยที่ 1 สมัครใจทำสัญญาที่มีข้อความตามแบบดังกล่าว อันเป็นการมุ่งโดยตรงต่อการผูกนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1เพื่อจะก่อให้เกิดสิทธิตามข้อความในสัญญาซึ่งชอบด้วยกฎหมาย และไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนแล้ว สัญญาดังกล่าวย่อมผูกพันจำเลยที่ 1 จึงผูกพันจำเลยที่ 2 ที่ได้ทำสัญญาค้ำประกันไว้ด้วย ศูนย์เอกสารทางหลวงเอเชียอยู่ในสังกัดของโจทก์ น.เป็นข้าราชการของโจทก์ได้รับแต่งตั้งให้ปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการศูนย์ดังกล่าว น.ทำสัญญากับจำเลยที่ 1 ตามที่ได้รับมอบหมายจากโจทก์ถือได้ว่าเป็นตัวแทนของโจทก์ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง องค์การสหประชาชาติเป็นผู้ออกค่าเดินทางระหว่างประเทศรัฐบาลอังกฤษภายใต้แผนโคลัมโบออกค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ระหว่างการฝึกอบรม ณ ประเทศอังกฤษ และต่อมารัฐบาลอังกฤษยินยอมขยายเวลาให้จำเลยที่ 1 ศึกษาขั้นปริญญาโททางบรรณารักษศาสตร์อีก 1 ปีด้วยทุนภายใต้แผนโคลัมโบ ผ่านกรมวิเทศสหการ จึงถือได้ว่าเป็นทุนที่รัฐบาลต่างประเทศและองค์การระหว่างประเทศมอบให้รัฐบาลไทยและรัฐบาลไทยตกลงรับทุนนั้น โจทก์เป็นกรมในรัฐบาลไทยที่จะได้รับประโยชน์จากทุนดังกล่าว และได้ให้ตัวแทนทำสัญญากับจำเลยทั้งสองจึงถือได้ว่าเป็นทุนของโจทก์ แม้ทุนที่จำเลยที่ 1 ได้รับไปฝึกอบรมกับทุนศึกษาต่อขั้นปริญญาโท จะเป็นวิชาบรรณารักษศาสตร์เช่นเดียวกันก็ตาม แต่การศึกษาต่อขั้นปริญญาโทแตกต่างจากการฝึกอบรม มิใช่เรื่องที่ต่อเนื่องจากการฝึกอบรม ถือไม่ได้ว่าการศึกษาต่อขั้นปริญญาโทอยู่ภายในขอบของสัญญาค้ำประกันที่จำเลยที่ 2 ทำไว้แก่โจทก์ ดังนี้ แม้สัญญาค้ำประกันที่จำเลยที่ 2 ทำไว้แก่โจทก์จะมิได้กำหนดอายุของสัญญาไว้ก็ดี แต่เมื่อจำเลยที่ 2 มิได้ตกลงค้ำประกันจำเลยที่ 1ต่อโจทก์ใหม่ในการที่จำเลยที่ 1 ได้รับทุนไปศึกษาต่อขั้นปริญญาโทจำเลยที่ 2 จึงหาต้องรับผิดในการที่จำเลยที่ 1 ผิดสัญญารับทุนไปศึกษาต่อขั้นปริญญาโทไม่ คงรับผิดเพียงเฉพาะการไปฝึกอบรมของจำเลยที่ 1 ก่อนศึกษาต่อขั้นปริญญาโท ตามสัญญารับทุนถ้าจำเลยที่ 1 ผิดสัญญาจะต้องชดใช้ทุนและค่าเดินทางให้แก่โจทก์ตามส่วนเฉลี่ยที่ทำงานชดใช้ทุนคืนไม่ครบและเบี้ยปรับอีก 1 เท่า ตลอดทั้งดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปีของจำนวนที่ต้องชดใช้คืนภายในกำหนดตามสัญญาด้วย เงินที่จะต้องชดใช้คืนทั้ง 3 ประเภทและดอกเบี้ยดังกล่าวมานี้เป็นเบี้ยปรับที่ลูกหนี้สัญญาแก่เจ้าหนี้ว่าจะชดใช้ให้เมื่อตนไม่ชำระหนี้ หรือไม่ชำระหนี้ให้ถูกต้องสมควร เมื่อลูกหนี้ผิดนัดก็ให้เจ้าหนี้ริบและเรียกเอาเบี้ยปรับได้ดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 379 แต่แม้เมื่อลูกหนี้ผิดนัดก่อให้เกิดสิทธิแก่เจ้าหนี้ที่จะเรียกเอาเบี้ยปรับได้ก็ตาม ลูกหนี้จะต้องชำระเบี้ยปรับก็ต่อเมื่อเจ้าหนี้เรียกเอาเบี้ยปรับนั้นก่อนดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 380 วรรคแรก,381 วรรคแรก เมื่อจำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ทำงานชดใช้ทุนคืนให้ถูกต้องตามสัญญา แม้โจทก์จะมีหนังสือถึงจำเลยที่ 1 ให้ชดใช้เงินทุนคืนและเบี้ยปรับอีก 1 เท่าเป็นเงินจำนวนหนึ่งต่ำกว่าเงินทุนและเบี้ยปรับที่จำเลยที่ 1 ต้องชดใช้คืนตามจำนวนที่ถูกต้องเพราะการคำนวณผิดพลาด ทั้งมิได้ทวงถามค่าเดินทางและเบี้ยปรับ 1 เท่าด้วยก็ตามก็ต้องถือว่าเบี้ยปรับในส่วนของเงินทุนนี้โจทก์ได้ทวงถามให้ชดใช้ทั้งหมดตามจำนวนที่ถูกต้องแล้ว หาใช่เพียงเรียกให้ชดใช้ตามจำนวนที่ผิดพลาดดังกล่าวไม่ สำหรับเบี้ยปรับในส่วนของค่าเดินทางแม้โจทก์จะมิได้ทวงถามให้จำเลยที่ 1 ชำระด้วย แต่การฟ้องเรียกเอาเบี้ยปรับในส่วนนี้ก็คือการทวงถามหรือการเรียกเอาเบี้ยปรับนั่นเองจำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดชำระเบี้ยปรับในส่วนของเงินทุนจำนวนที่ถูกต้องพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ครบกำหนดตามหนังสือทวงถามเป็นต้นไป และเบี้ยปรับในส่วนของค่าเดินทางพร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ สำหรับความรับผิดของจำเลยที่ 2 เฉพาะในการค้ำประกันจำเลยที่ 1 ไปฝึกอบรมนั้น ทางพิจารณาไม่ปรากฏชัดว่ารัฐบาลอังกฤษได้ออกทุนให้เฉพาะการฝึกอบรมเป็นเงินจำนวนเท่าใด คงได้ความว่าทุนที่ให้ทั้งการฝึกอบรมและการศึกษาต่อขั้นปริญญาโทรวมเป็นเงินจำนวนหนึ่งสำหรับการไปฝึกอบรมและศึกษาต่อนาน 2 ปี 45 วัน หรือเท่ากับ 775 วัน จำเลยที่ 1 จะต้องทำงานใช้ทุนอีก 424 วัน ตามคำของจำเลยที่ 2 ก็คงอ้างลอย ๆ มาว่า เท่าที่ทราบมาค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมของจำเลยที่ 1 เป็นเวลา 9 เดือน เป็นเงินจำนวนที่น้อยกว่าเท่านั้น ศาลฎีกากำหนดให้คิดเงินทุนในการฝึกอบรมโดยเฉลี่ยตามระยะเวลา โดยคำนวณจากเงินทุนในการฝึกอบรมและการศึกษาต่อขั้นปริญญาโท คูณด้วยระยะเวลาในการไปฝึกอบรม หารด้วยระยะเวลาในการไปฝึกอบรมและศึกษาต่อ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 196 วรรคสอง บัญญัติว่า "การเปลี่ยนเงินนี้ ให้คิดตามอัตราแลกเปลี่ยนเงิน ณ สถานที่และในเวลาที่ใช้เงิน" อัตราแลกเปลี่ยนเงินตามมาตรานี้จึงหมายถึงอัตราที่จะแลกเปลี่ยนกันได้โดยเสรี ซึ่งตามปกติจะคิดตามอัตราแลกเปลี่ยนเงินโดยเฉลี่ยที่ธนาคารพาณิชย์ที่ทำการขายเงินตราต่างประเทศในกรุงเทพมหานครเป็นเกณฑ์ และเพื่อความสะดวกแก่การบังคับคดี จึงให้คิดอัตราแลกเปลี่ยนของธนาคารพาณิชย์ในวันที่อ่านคำพิพากษาของศาลฎีกา ถ้าไม่มีอัตราการขายในวันนั้นก็ให้ถือเอาวันสุดท้ายที่มีอัตราการขายเช่นว่านั้นก่อนวันมีคำพิพากษา

คำพิพากษาย่อ (ย่อยาว)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ผิดสัญญารับทุนไปฝึกอบรมและศึกษาต่อขั้นปริญญาโท ณ ต่างประเทศ โดยไม่ทำงานชดใช้ทุนคืนแก่โจทก์ซึ่งมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกัน ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณาจำเลยที่ 2 ให้การสู้คดีศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระหนี้แก่โจทก์เป็นเงินบาทไทยในจำนวน 3,580.22 ปอนด์สเตอร์ลิง พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีในต้นเงินจำนวนนี้ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน2520 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยให้คิดอัตราแลกเปลี่ยนเงินตามประกาศกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราราคาขายของธนาคารแห่งประเทศไทยในวันที่ 31 มีนาคม 2520 เป็นเกณฑ์คำนวณ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยกโจทก์และจำเลยทั้งสองอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า เฉพาะดอกเบี้ยให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระให้โจทก์ในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นโจทก์และจำเลยทั้งสองฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่าจำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างรายเดือนทำงานในตำแหน่งบรรณารักษ์ของศูนย์เอกสารทางหลวงเอเชีย ซึ่งอยู่ในสังกัดของกองวิเคราะห์และวิจัยของโจทก์และได้ลาออกจากการเป็นลูกจ้างของโจทก์ระหว่างที่รับทุนไปฝึกอบรมตามฟ้องโจทก์ วันที่ 25 พฤษภาคม 2515 จำเลยที่ 1ได้ลงชื่อเป็นผู้ให้สัญญาตามแบบสัญญาของข้าราชการที่ไปศึกษาหรือฝึกอบรม ณ ต่างประเทศ นายนิพนธ์ รณะนันทน์ ผู้อำนวยการศูนย์เอกสารทางหลวงเอเชียลงชื่อเป็นผู้รับสัญญา ส่วนจำเลยที่ 2ลงชื่อเป็นผู้ค้ำประกันให้ไว้แก่โจทก์ คดีมีปัญหาจะต้องวินิจฉัยว่า จำเลยทั้งสองจะต้องรับผิดชำระเงินตามที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาหรือไม่ โดยจำเลยทั้งสองฎีกาว่าโจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ 1 รับผิดตามสัญญาของข้าราชการที่ไปศึกษาหรือฝึกอบรมในต่างประเทศ ซึ่งจำเลยที่ 1 ได้ทำไว้กับโจทก์ตามระเบียบว่าด้วยการให้ข้าราชการไปศึกษาฝึกอบรมและดูงานในต่างประเทศ พ.ศ. 2512 แต่ขณะที่จำเลยที่ 1 รับทุน จำเลยที่ 1 ไม่ได้เป็นข้าราชการ และแม้จำเลยที่ 1เคยเป็นลูกจ้างชั่วคราวของโจทก์ จำเลยที่ 1 ก็ได้ลาออกจากการเป็นลูกจ้างชั่วคราวของโจทก์แล้ว สัญญาเอกสารหมาย จ.10 ไม่ผูกมัดจำเลยที่ 1 นั้น เห็นว่า แม้สัญญาตามเอกสารหมาย จ.10 จะใช้แบบตามที่กระทรวงการคลังกำหนดให้ใช้กับข้าราชการผู้รับทุน โดยที่จำเลยที่ 1 มิได้เป็นข้าราชการหรือได้ลาออกจากการเป็นลูกจ้างชั่วคราวแล้วก็ตาม แต่เมื่อจำเลยที่ 1 สมัครใจทำสัญญาที่มีข้อความตามแบบดังกล่าว อันเป็นการมุ่งโดยตรงต่อการผูกนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เพื่อจะก่อให้เกิดสิทธิตามข้อความในสัญญาซึ่งชอบด้วยกฎหมาย และไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนแล้ว สัญญาดังกล่าวย่อมผูกพันจำเลยที่ 1 จึงผูกพันจำเลยที่ 2 ที่ได้ทำสัญญาค้ำประกันไว้ ตามเอกสารหมาย จ.11 ด้วยที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า จำเลยที่ 1 ทำสัญญาตามเอกสารหมาย จ.10กับนายนิพนธ์ผู้อำนวยการศูนย์เอกสารทางหลวงเอเชียไม่ได้ทำสัญญากับโจทก์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องนั้น เห็นว่า ศูนย์เอกสารทางหลวงเอเชียอยู่ในสังกัดของโจทก์ นายนิพนธ์เป็นข้าราชการของโจทก์ได้รับแต่งตั้งให้ปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการศูนย์ดังกล่าวนายนิพนธ์ทำสัญญากับจำเลยที่ 1 ตามที่ได้รับมอบหมายจากโจทก์ถือได้ว่าเป็นตัวแทนของโจทก์ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า ทุนที่จำเลยที่ 1 ได้รับไม่ใช่ของโจทก์นั้น ได้ความว่าองค์การสหประชาชาติเป็นผู้ออกค่าเดินทางระหว่างประเทศรัฐบาลอังกฤษภายใต้แผนโคลัมโบออกค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ระหว่างการฝึกอบรมณ ประเทศอังกฤษ และต่อมารัฐบาลอังกฤษยินยอมขยายเวลาให้จำเลยที่ 1 ศึกษาขั้นปริญญาโททางบรรณารักษศาสตร์อีก 1 ปี ด้วยทุนภายใต้แผนโคลัมโบผ่านกรมวิเทศสหการ จึงถือได้ว่าเป็นทุนที่รัฐบาลต่างประเทศและองค์การระหว่างประเทศมอบให้รัฐบาลไทยและรัฐบาลไทยตกลงรับทุนนั้น โจทก์เป็นกรมในรัฐบาลไทยที่จะได้รับประโยชน์จากทุนดังกล่าวและได้ให้ตัวแทนทำสัญญากับจำเลยทั้งสอง จึงถือได้ว่าเป็นทุนของโจทก์ ส่วนที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า โจทก์ไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปีนั้น เห็นว่า ปรากฏชัดตามสัญญาเอกสารหมาย จ.10 ข้อ 5 ว่า หากจำเลยที่ 1 ไม่ชดใช้เงินคืนพร้อมเบี้ยปรับภายในกำหนดจะต้องเสียดอกเบี้ยจากเงินที่ยังมิได้ชำระอีกในอัตราร้อยละ 15 ต่อปีด้วย จำเลยทั้งสองจึงต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ตามสัญญาดังกล่าว ฎีกาของจำเลยทั้งสอง ดังวินิจฉัยมานี้ฟังไม่ขึ้น สำหรับปัญหาที่จำเลยที่ 2ฎีกาว่า จำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันให้จำเลยที่ 1 ไปฝึกอบรมเฉพาะช่วงแรกระยะเวลาเพียง 9 เดือนเท่านั้น การที่จำเลยที่ 1ได้รับทุนให้ศึกษาขั้นปริญญาโทต่อ จำเลยที่ 2 มิได้รู้เห็นและมิได้ทำสัญญาค้ำประกันด้วย จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดในการศึกษาขั้นปริญญาโทของจำเลยที่ 1 นั้น ศาลฎีกาเห็นว่าแม้ทุนที่จำเลยที่ 1 ได้รับไปฝึกอบรมกับทุนศึกษาต่อขั้นปริญญาโทจะเป็นวิชาบรรณารักษศาสตร์เช่นเดียวกันก็ตาม แต่การศึกษาต่อขั้นปริญญาโทแตกต่างจากการฝึกอบรม มิใช่เรื่องที่ต่อเนื่องจากการฝึกอบรมถือไม่ได้ว่าการศึกษาต่อขั้นปริญญาโทอยู่ภายในขอบของสัญญาค้ำประกันที่จำเลยที่ 2 ทำไว้แก่โจทก์ ดังนี้ แม้สัญญาค้ำประกันที่จำเลยที่ 2 ทำไว้แก่โจทก์จะมิได้กำหนดอายุของสัญญาไว้ก็ดี แต่เมื่อจำเลยที่ 2 มิได้ตกลงค้ำประกันจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์ใหม่ในการที่จำเลยที่ 1 ได้รับทุนไปศึกษาต่อขั้นปริญญาโท จำเลยที่ 2 จึงหาต้องรับผิดในการที่จำเลยที่ 1 ผิดสัญญารับทุนไปศึกษาต่อขั้นปริญญาโทไม่ คงรับผิดเพียงเฉพาะการไปฝึกอบรมของจำเลยที่ 1 ก่อนศึกษาต่อขั้นปริญญาโทเป็นเวลา 1 ปี 2 เดือนเท่านั้นปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า จำเลยทั้งสองจะต้องชำระเงินให้แก่โจทก์เพียงใด ในปัญหาข้อนี้ข้อเท็จจริงฟังได้ยุติในชั้นฎีกาว่า การไปฝึกอบรมรวมทั้งการศึกษาต่อในขั้นปริญญาโทของจำเลยที่ 1 นี้ รัฐบาลอังกฤษได้ออกทุนให้เป็นเงิน2,504.22 ปอนด์สเตอร์ลิง และองค์การสหประชาชาติได้ออกค่าโดยสารเครื่องบินให้เป็นเงิน 1,496.30 เหรียญสหรัฐอเมริกา จำเลยที่ 1ออกเดินทางจากประเทศไทยไปศึกษาและฝึกอบรมตั้งแต่วันที่ 30พฤษภาคม 2515 ถึงวันที่ 15 กรกฎาคม 2517 รวมเป็นเวลา 2 ปี 45 วันตามสัญญาการรับทุนเอกสารหมาย จ.10 ข้อ 3 จำเลยที่ 1 จะต้องกลับมาทำงานชดใช้ตามสัญญาเป็นเวลาสองเท่า คิดเป็นเวลา 4 เดือน 90 วันหรือเท่ากับ 1,550 วัน จำเลยที่ 1 ทำงานชดใช้ทุนตั้งแต่วันที่ 1สิงหาคม 2517 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2518 เป็นเวลา 1 ปี 61 วันหรือเท่ากับ 426 วัน จำเลยที่ 1 ขาดการทำงานชดใช้ทุนอีก 1,124 วันจำเลยที่ 1 จะต้องรับผิดตามสัญญาข้อ 4 ชดใช้ทุนและค่าเดินทางให้แก่โจทก์ตามส่วนเฉลี่ยที่ทำงานชดใช้ทุนคืนไม่ครบและเบี้ยปรับอีก 1 เท่า โดยจะต้องรับผิดชดใช้ทุนคืนเป็นเงิน 1,815.96ปอนด์สเตอร์ลิง และเบี้ยปรับอีก 1 เท่า รวมเป็นเงิน 3,631.96ปอนด์สเตอร์ลิง กับค่าโดยสารเครื่องบินตามส่วนเฉลี่ยเป็นเงิน1,085 เหรียญสหรัฐอเมริกา และเบี้ยปรับอีก 1 เท่ารวมเป็นเงิน2,170 เหรียญสหรัฐอเมริกา ตลอดทั้งดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปีของจำนวนที่ต้องชดใช้คืนภายในกำหนดตามสัญญาข้อ 5 ด้วย จะเห็นได้ว่าเงินที่จะต้องชดใช้คืนทั้ง 3 ประเภทดังกล่าวคือเงินทุนรวมทั้งค่าเดินทาง เบี้ยปรับอีก 1 เท่า และดอกเบี้ยดังกล่าวมานี้เป็นเบี้ยปรับที่ลูกหนี้สัญญาแก่เจ้าหนี้ว่าจะชดใช้ให้เมื่อตนไม่ชำระหนี้ หรือไม่ชำระหนี้ให้ถูกต้องสมควร เมื่อลูกหนี้ผิดนัดก็ให้เจ้าหนี้ริบและเรียกเอาเบี้ยปรับได้ดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 379 แต่แม้เมื่อลูกหนี้ผิดนัดก่อให้เกิดสิทธิแก่เจ้าหนี้ที่จะเรียกเอาเบี้ยปรับได้ก็ตามลูกหนี้จะต้องชำระเบี้ยปรับก็ต่อเมื่อเจ้าหนี้เรียกเอาเบี้ยปรับนั้นก่อนดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 380วรรคแรก, 381 วรรคแรก ในกรณีของจำเลยที่ 1 ที่ไม่ทำงานชดใช้ทุนให้ครบถ้วนอันได้ชื่อว่าลูกหนี้ผิดนัดไม่ชำระหนี้ให้ถูกต้องสมควรก็ย่อมก่อให้เกิดสิทธิแก่โจทก์ที่จะเรียกเอาเบี้ยปรับ คือทุนการศึกษาและค่าเดินทางตามส่วน กับเบี้ยปรับอีก 1 เท่า รวมทั้งดอกเบี้ยของเงินที่ค้างชำระตามสัญญา ปัญหาต่อไปคือโจทก์มีสิทธิเรียกเอาเบี้ยปรับได้เพียงไร ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าเมื่อจำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ทำงานชดใช้ทุนคืนให้ถูกต้องตามสัญญา โจทก์ได้มีหนังสือลงวันที่7 กุมภาพันธ์ 2520 ถึงจำเลยที่ 1 ให้ชดใช้เงินทุนคืนและเบี้ยปรับอีก 1 เท่า รวมเป็นเงินจำนวน 3,580.22 ปอนด์สเตอร์ลิง ต่ำกว่าเงินทุนและเบี้ยปรับที่จำเลยที่ 1 ต้องชดใช้คืนตามจำนวนที่ถูกต้องคือ 3,631.92 ปอนด์สเตอร์ลิง เพราะการคำนวณผิดพลาด ทั้งมิได้ทวงถามค่าเดินทางและเบี้ยปรับ 1 เท่า รวมจำนวน 2,170 เหรียญสหรัฐอเมริกา ศาลฎีกาเห็นว่า เบี้ยปรับในส่วนของเงินทุนนี้ต้องถือว่าโจทก์ได้ทวงถามให้ชดใช้ทั้งหมดตามจำนวนที่ถูกต้องแล้ว หาใช่เพียงเรียกให้ชดใช้ตามจำนวนที่ผิดพลาดดังกล่าวไม่ สำหรับเบี้ยปรับในส่วนของค่าเดินทางแม้โจทก์จะมิได้มีหนังสือทวงถามให้จำเลยที่ 1 ชำระด้วย แต่การฟ้องเรียกเอาเบี้ยปรับในส่วนนี้ก็คือการทวงถามหรือการเรียกเอาเบี้ยปรับนั่นเอง ที่ศาลล่างทั้งสองให้ชำระเบี้ยปรับเฉพาะส่วนของทุนการศึกษาตามตัวเลขที่คำนวณผิดพลาดเพียงจำนวนเดียวนั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา จำเลยที่ 1ต้องรับผิดชำระเบี้ยปรับในส่วนของเงินทุนจำนวน 3,631.92ปอนด์สเตอร์ลิง พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 เมษายน 2530 เป็นต้นไป และเบี้ยปรับในส่วนของค่าเดินทางจำนวน 2,170 เหรียญสหรัฐอเมริกา พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ สำหรับความรับผิดของจำเลยที่ 2 เฉพาะในการค้ำประกันจำเลยที่ 1 ไปฝึกอบรมนั้น ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ใช้เวลาไปฝึกอบรมนาน 1 ปี 2 เดือน ซึ่งจะต้องทำงานชดใช้ทุนเป็นเวลาสองเท่าตามสัญญา คิดเป็นเวลา 2 ปี4 เดือน เท่ากับ 850 วัน จำเลยที่ 1 กลับมาทำงานชดใช้ทุน 426 วันจึงยังเหลือเวลาที่จะต้องทำงานใช้ทุนอีก 424 วัน ทางพิจารณาไม่ปรากฏชัดว่ารัฐบาลอังกฤษได้ออกทุนให้เฉพาะการฝึกอบรมเป็นเงินจำนวนเท่าใด คงได้ความว่าทุนที่ให้ทั้งการฝึกอบรมและการศึกษาต่อขั้นปริญญาโทรวมเป็นเงิน 2,504.22 ปอนด์สเตอร์ลิง สำหรับการไปฝึกอบรมและศึกษาต่อนาน 2 ปี 45 วัน หรือเท่ากับ 775 วัน ตามคำของจำเลยที่ 2 ก็คงอ้างลอย ๆ มาว่า เท่าที่ทราบมาค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมของจำเลยที่ 1 เป็นเวลา 9 เดือน เป็นเงิน 514.93 ปอนด์เท่านั้น ดังนี้ เห็นสมควรกำหนดให้คิดเงินทุนในการฝึกอบรมโดยเฉลี่ยตามระยะเวลา โดยคำนวณจากเงินทุนในการฝึกอบรมและการศึกษาต่อขั้นปริญญาโท คูณด้วยระยะเวลาในการไปฝึกอบรม หารด้วยระยะเวลาในการไปฝึกอบรมและศึกษาต่อ ซึ่งคิดคำนวณได้เป็นเงินทุนในการฝึกอบรม1,373.28 ปอนด์สเตอร์ลิง เมื่อจำเลยที่ 1 จะต้องทำงานชดใช้ทุนตามสัญญา 850 วัน ยังเหลือเวลาที่จะต้องทำงานใช้ทุนอีก 424 วันเงินที่จะต้องชดใช้คืนตามส่วนเฉลี่ยจึงเท่ากับเงินทุน คูณด้วยระยะเวลาที่เหลือที่จะต้องทำงานใช้ทุนคืน หารด้วยระยะเวลาที่จะต้องทำงานชดใช้ทุนตามสัญญาทั้งหมด ซึ่งคิดคำนวณได้เป็นเงิน 685.02ปอนด์สเตอร์ลิง และเบี้ยปรับอีก 1 เท่ารวมเป็นเงิน 1,370.04ปอนด์สเตอร์ลิง ส่วนค่าโดยสารเครื่องบินจำนวน 1,496.30 เหรียญสหรัฐอเมริกา นั้น เมื่อคิดคำนวณตามส่วนเฉลี่ยทำนองเดียวกันแล้วเป็นเงินที่จะต้องชดใช้คืน 746.39 เหรียญสหรัฐอเมริกา และเบี้ยปรับอีก 1 เท่า รวมเป็นเงิน 1,492.78 เหรียญสหรัฐอเมริกาปัญหาสุดท้ายตามฎีกาของโจทก์มีว่า เบี้ยปรับตามสัญญาซึ่งกำหนดเป็นเงินตราต่างประเทศนี้ หากจะส่งใช้เป็นเงินไทยจะคิดตามอัตราแลกเปลี่ยนเงินในวันใด โดยโจทก์ฎีกาว่าจะต้องคิดอัตราแลกเปลี่ยนในวันที่ 1 ตุลาคม 2518 อันเป็นวันผิดนัดไม่ทำงานชดใช้ทุนคืนให้ถูกต้องสมควร มิใช่วันที่ 31 มีนาคม 2520 อันเป็นวันครบกำหนดทวงถามให้ชำระเบี้ยปรับดังที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษานั้นศาลฎีกาเห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 196 วรรคสองบัญญัติว่า "การเปลี่ยนเงินนี้ ให้คิดตามอัตราแลกเปลี่ยนเงิน ณสถานที่และในเวลาที่ใช้เงิน" อัตราแลกเปลี่ยนเงินตามมาตรานี้จึงหมายถึงอัตราที่จะแลกเปลี่ยนกันได้โดยเสรี ซึ่งตามปกติจะคิดตามอัตราแลกเปลี่ยนเงินโดยเฉลี่ยที่ธนาคารพาณิชย์ ที่ทำการขายเงินตราต่างประเทศในกรุงเทพมหานครเป็นเกณฑ์และเพื่อความสะดวกแก่การบังคับคดี จึงให้คิดอัตราแลกเปลี่ยนของธนาคารพาณิชย์ ในวันที่อ่านคำพิพากษาของศาลฎีกา ถ้าไม่มีอัตราการขายในวันนั้นก็ให้ถือเอาวันสุดท้ายที่มีอัตราการขายเช่นว่านั้นก่อนวันมีคำพิพากษา ที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดให้คิดอัตราแลกเปลี่ยนเงินตามประกาศกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราราคาขายของธนาคารแห่งประเทศไทยในวันครบกำหนดทวงถามเป็นเกณฑ์คำนวณนั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้แก่โจทก์เป็นเงิน3,631.92 ปอนด์สเตอร์ลิง พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปีนับแต่วันที่ 1 เมษายน 2520 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และชำระเงินอีก 2,170 เหรียญสหรัฐอเมริกา พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยให้จำเลยที่ 2 ร่วมชำระหนี้ดังกล่าวเป็นเงิน 1,370.04 ปอนด์สเตอร์ลิงและเป็นเงินอีก 1,492.78 เหรียญสหรัฐอเมริกา พร้อมดอกเบี้ยในอัตราและระยะเวลาเดียวกัน ทั้งนี้ให้คิดเป็นเงินไทยตามอัตราแลกเปลี่ยนของธนาคารพาณิชย์ในกรุงเทพมหานครในวันที่อ่านคำพิพากษาศาลฎีกา ถ้าอัตราแลกเปลี่ยนในวันดังกล่าวไม่มี ก็ให้ถือเอาวันสุดท้ายที่มีอัตราแลกเปลี่ยนเช่นว่าก่อนวันอ่านคำพิพากษา

ข้อมูลคดี

คู่ความ
โจทก์ - กรมทางหลวง
จำเลย - นางสาว อา ภา อัตตบูรณกุล กับพวก
กฎหมายที่อ้าง
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ — ม. 70, ม. 75 เดิม, ม. 149, ม. 112 เดิม, ม. 150, ม. 113 เดิม, ม. 194, ม. 196 วรรคสอง, ม. 204, ม. 379, ม. 380 วรรคแรก, ม. 381 วรรคแรก, ม. 680, ม. 797
องค์คณะ
ปราโมทย์ ชพานนท์
อุระ หวังอ้อมกลาง
ปรีชา เฉลิมวณิชย์

ที่มาของข้อมูล — ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในศาลฎีกา
ศาลฎีกา เลขที่ 6 ถนนราชดำเนินใน แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร 10200 ✓ ตรวจสอบแล้ว

ข้อมูลเป็นคำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น/ย่อยาว) ตามที่ศาลเผยแพร่ ไม่ใช่ข้อความคำพิพากษาฉบับเต็ม — ตรวจกับต้นฉบับจากแหล่งทางการของศาลฎีกาก่อนอ้างอิง · ระบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา

ค้นหาฎีกาอื่นข้อกฎหมายและมาตรา