ฎีกา ปี พ.ศ. 2539 อาญา
ฎีกาที่ 9436/2539
คำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น)
ความผิดที่เกิดขึ้นในหลายท้องที่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 19(2) พนักงานสอบสวนแห่งท้องที่ที่ความผิดส่วนหนึ่งได้กระทำขึ้นในเขตอำนาจจึงมีอำนาจสอบสวนได้ และการค้นได้กระทำในเวลากลางวันต่อหน้าจำเลย โดยพันตำรวจ ส. ซึ่งเป็นนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่จึงมีอำนาจตรวจค้นได้โดยไม่ต้องมีหมายค้นของเจ้าพนักงานตำรวจเจ้าของท้องที่
คำพิพากษาย่อ (ย่อยาว)
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2537 เวลากลางวันคืนก่อนเที่ยงถึงเวลากลางวันต่อเนื่องกัน จำเลยได้กระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน คือ จำเลยมีเฮโรอีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 305 หลอด น้ำหนัก 313.811 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์หนัก 206.08 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำเลยได้จำหน่ายเฮโรอีนดังกล่าวจำนวน 5 หลอด น้ำหนักไม่ปรากฏชัด ให้แก่สายลับผู้ล่อซื้อในราคา 2,000 บาท เหตุเกิดที่แขวงคลองตัน และแขวงคลองเตย เขตคลองเตย กรุงเทพมหานครเกี่ยวพันกัน เจ้าพนักงานจับจำเลยได้พร้อมด้วยธนบัตรฉบับละ1,000 บาท และ 500 บาท อย่างละ 1 ฉบับ ฉบับละ 100 บาท 5 ฉบับรวม 2,000 บาท ซึ่งจำเลยได้มาจากการจำหน่ายเฮโรอีนและค้นได้เฮโรอีน 300 หลอด ที่เหลือจากการจำหน่าย และได้เฮโรอีน 5 หลอดที่จำเลยได้จำหน่ายให้แก่สายลับกับยึดได้หลอดพลาสติกใสเปล่าเบอร์ 5 จำนวน 220 หลอด ที่จำเลยมีไว้เพื่อบรรจุเฮโรอีนจำหน่ายให้แก่ลูกค้าเป็นของกลาง ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 102 ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 33, 91 ริบเฮโรอีนและหลอดพลาสติกของกลาง คืนธนบัตร2,000 บาท ที่ใช้ล่อซื้อแก่เจ้าของจำเลยให้การปฏิเสธศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง 66 วรรคหนึ่งลงโทษจำคุก 10 ปี คำให้การในชั้นจับกุมและสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 ปี 8 เดือน เฮโรอีนและหลอดพลาสติกของกลางให้ริบ คืนธนบัตรของกลางแก่เจ้าของข้อหาอื่นให้ยกโจทก์และจำเลยอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคสอง และ66 วรรคสอง อีกกระทงหนึ่งด้วย ให้ลงโทษจำเลยทุกกรรมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 วรรคหนึ่ง ฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายจำคุกตลอดชีวิต คำให้การของจำเลยในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้จำเลยหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 โดยให้เปลี่ยนโทษจำคุกตลอดชีวิตเป็นโทษจำคุกห้าสิบปีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 53 โทษจำคุกหนึ่งในสามจึงมีกำหนด33 ปี 4 เดือน บวกกับโทษจำคุกฐานจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 (เฮโรอีน) 6 ปี 8 เดือนรวมเป็นลงโทษจำคุก 40 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91(3) นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นจำเลยฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาว่า อาคารเอ็ม.เอ็ม.คอร์ทที่ค้นพบเฮโรอีนของกลางจำนวน 300 หลอด อยู่ในท้องที่สถานีตำรวจนครบาลคลองตัน การค้นไม่มีหมายค้นของพนักงานสอบสวนเจ้าของท้องที่ จึงไม่ชอบนั้น เห็นว่า ความผิดคดีนี้เกิดขึ้นในหลายท้องที่ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 19(2)ดังนั้นพนักงานสอบสวนประจำกองตำรวจน้ำ (ตำรวจท่าเรือ) ซึ่งเป็นท้องที่ที่ความผิดส่วนหนึ่งได้กระทำจึงมีอำนาจสอบสวนได้ และการค้นได้กระทำในเวลากลางวันต่อหน้าจำเลยโดยพันตำรวจโทสันติชัยซึ่งเป็นนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ จึงมีอำนาจตรวจค้นได้โดยไม่ต้องมีหมายค้นของเจ้าพนักงานตำรวจเจ้าของท้องที่ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยจึงชอบแล้ว"พิพากษายืน
ข้อมูลคดี
- คู่ความ
- โจทก์ - อัยการ สำนักงาน อัยการ สูงสุด
จำเลย - นาย สิทธิ ชัย ชู เชิด - กฎหมายที่อ้าง
- ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา — ม. 19, ม. 92
- องค์คณะ
- ปรีชา เฉลิมวณิชย์
ธีระจิต ไชยาคำ
สถิตย์ สิทธิลักษณ์
ที่มาของข้อมูล — ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในศาลฎีกา
ศาลฎีกา เลขที่ 6 ถนนราชดำเนินใน แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร 10200 ✓ ตรวจสอบแล้ว
ข้อมูลเป็นคำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น/ย่อยาว) ตามที่ศาลเผยแพร่ ไม่ใช่ข้อความคำพิพากษาฉบับเต็ม — ตรวจกับต้นฉบับจากแหล่งทางการของศาลฎีกาก่อนอ้างอิง · ระบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา