ฎีกา ปี พ.ศ. 2543 แพ่ง
ฎีกาที่ 964/2543
คำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น)
สัญญาบัญชีเดินสะพัดสิ้นสุดลงในวันใดโจทก์ย่อมไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยทบต้นอีกต่อไปเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน หนังสือทวงถามมีข้อความชัดเจนว่า ภายในกำหนด 15 วัน นับแต่วันที่ ได้รับหนังสือ หากจำเลยไม่ชำระหนี้ก็ให้สัญญาบัญชีเดินสะพัดเป็นอันเลิกกันจำเลยได้รับหนังสือวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2536 กำหนดเวลาชำระหนี้วันสุดท้ายเป็นวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2536 เมื่อจำเลยไม่ชำระหนี้ให้โจทก์ภายในวันดังกล่าวสัญญาบัญชีเดินสะพัดจึงเลิกกันตั้งแต่วันพ้นกำหนด สัญญาจำนำสิทธิการรับเงินฝากทำขึ้นเพื่อเป็นหลักประกันการชำระหนี้ตามสัญญาบัญชีเดินสะพัดและให้สิทธิแก่โจทก์ในการใช้สิทธิหักกลบลบหนี้ได้แม้หนี้ยังไม่ถึงกำหนดชำระก็มิได้หมายความว่าโจทก์จะใช้สิทธินี้ตามอำเภอใจเมื่อใดก็ได้ จึงต้องนำเงินตามบัญชีเงินฝากประจำมาหักจากยอดหนี้ ณ วันที่สัญญาบัญชีเดินสะพัดเลิกกัน โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากต้นเงินคงเหลือแบบไม่ทบต้นจนกว่าจำเลยจะชำระหนี้ครบถ้วน
คำพิพากษาย่อ (ย่อยาว)
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเปิดบัญชีเดินสะพัดประเภทบัญชีกระแสรายวัน และทำสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีไว้กับโจทก์วงเงิน 2,500,000 บาท ตกลงชำระดอกเบี้ยรายเดือน หากไม่ชำระยอมให้นำดอกเบี้ยที่ค้างชำระทบเข้ากับต้นเงินได้ มีนายศรศานต์กาญจนาภิรมย์ จำนำสิทธิการรับเงินฝากประเภทเงินฝากประจำเป็นประกัน และยอมให้โจทก์หักกลบลบหนี้กับหนี้ของจำเลยได้โดยไม่ต้องแจ้งให้ผู้จำนำทราบ ต่อมาจำเลยได้เบิกเงินจากบัญชีมากกว่าจำนวนเงินที่นำเข้าฝากหักทอนบัญชี เป็นเหตุให้บัญชีเดินสะพัดของจำเลยปรากฏยอดเงินเป็นลูกหนี้โจทก์ โจทก์จึงมีหนังสือทวงถามให้จำเลยชำระหนี้และบอกเลิกสัญญา แต่จำเลยเพิกเฉย จำเลยเป็นหนี้โจทก์ถึงวันที่สัญญาบัญชีเดินสะพัดเลิกกันเป็นต้นเงิน 3,055,702.52 บาท และดอกเบี้ยแบบไม่ทบต้นอัตราร้อยละ 18.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2536 ซึ่งเป็นวันถัดจากวันที่บัญชีเดินสะพัดเลิกกันจนถึงวันที่ 15 ธันวาคม 2536 ซึ่งเป็นวันก่อนที่โจทก์โอนบัญชีเงินฝากที่จำนำชำระหนี้จำนวน 459,987.46 บาท โจทก์จึงได้หักเงินจากบัญชีเงินฝากประจำของนายศรศานต์ กาญจนาภิรมย์ เพื่อชำระหนี้จำนวน 2,500,000 บาท เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2536 จำเลยยังเป็นหนี้เบิกเงินเกินบัญชีโจทก์อีกจำนวน 1,015,689.98 บาท และดอกเบี้ยแบบไม่ทบต้นถึงวันฟ้องเป็นเงินจำนวน 168,854.90 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 1,184,544.88 บาท ขอให้บังคับให้จำเลยชำระหนี้จำนวน 1,184,544.88 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,015,689.98 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์จำเลยให้การว่า จำเลยได้ชำระหนี้ตามที่โจทก์ฟ้องแล้ว ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 494,918.61 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 17 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 2,994,918.61 บาท นับแต่วันที่ 12 มกราคม 2536 ถึงวันที่ 15 ธันวาคม 2536 และอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 18.5 ต่อปี ของต้นเงิน 494,918.61 บาท นับแต่วันที่ 16 ธันวาคม 2536 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์โจทก์อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 554,381.54บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 22กุมภาพันธ์ 2536 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นโจทก์ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาจะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อแรกว่าปัญหาที่มาสู่ศาลอุทธรณ์มีเพียงว่าสัญญาบัญชีเดินสะพัดเลิกวันที่ 11 มกราคม2536 หรือวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2536 ศาลอุทธรณ์จึงไม่มีอำนาจวินิจฉัยว่าสัญญาเลิกในวันอื่นซึ่งคู่ความมิได้โต้เถียงกัน เห็นว่า เมื่อสัญญาบัญชีเดินสะพัดสิ้นสุดลงในวันใดโจทก์ย่อมไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยทบต้นอีกต่อไป ปัญหาดังกล่าวจึงเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยจะไม่อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ก็มีอำนาจวินิจฉัยได้ ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นมีปัญหาตามฎีกาของโจทก์ข้อต่อไปว่า ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าสัญญาบัญชีเดินสะพัดเลิกเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2535 ชอบหรือไม่ เห็นว่าสัญญาบัญชีเดินสะพัดระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นสัญญาที่ไม่มีกำหนดเวลาจึงอาจมีการบอกเลิกสัญญากันโดยแจ้งชัดหรือตามพฤติการณ์แสดงให้เห็นว่าคู่สัญญาไม่ประสงค์จะมีสัญญาบัญชีเดินสะพัดกันต่อไป สัญญาบัญชีเดินสะพัดย่อมเป็นอันเลิกกัน ณ เวลานั้น ที่ศาลอุทธรณ์เห็นว่าสัญญาบัญชีเดินสะพัดเลิกกันเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2535 เพราะตามใบแจ้งรายการบัญชีเดินสะพัดเอกสารหมาย จ.10 ในวันที่ 18 กันยายน 2535 มีรายการค่าธรรมเนียมเช็คคืน (RCR) อยู่ 2 ฉบับ ศาลฎีกาเห็นว่าข้อเท็จจริงเพียงเท่านี้ ยังไม่พอรับฟังได้ว่าโจทก์ประสงค์จะเลิกสัญญาบัญชีเดินสะพัดเพราะการคืนเช็คอาจจะมาจากเหตุผลหลายประการ ทั้งจำเลยมิได้ถามค้านให้เห็นว่า โจทก์คืนเช็คเพราะเหตุใด หรือนำสืบให้เห็นว่าโจทก์ไม่ประสงค์จะให้จำเลยกู้เบิกเงินเกินบัญชีอีกต่อไป จึงยังถือไม่ได้ว่าสัญญาบัญชีเดินสะพัดเลิกกันในวันดังกล่าว คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่าสัญญาบัญชีเดินสะพัดเลิกในวันใด เห็นว่า ตามหนังสือทวงถามเอกสารหมาย จ.8 มีข้อความว่า "และท่านได้เบิกเงินเกินไปจากบัญชีเป็นเหตุให้เพียงวันที่ 11 มกราคม 2536เป็นหนี้เบิกเงินเกินบัญชีธนาคารฯ จำนวน 2,994,918.61 บาท" และอีกตอนหนึ่งว่า "ได้มอบให้ข้าพเจ้าแจ้งให้ท่านนำเงินจำนวนดังกล่าวพร้อมด้วยดอกเบี้ยไปชำระ ณ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด สาขารามาธิบดี ภายในกำหนด 15 วัน นับแต่วันที่ท่านได้รับหนังสือฉบับนี้ หากพ้นกำหนดแล้วท่านไม่ชำระหนี้ให้เสร็จสิ้นก็ให้สัญญาบัญชีเดินสะพัดเป็นอันเลิกกันในวันซึ่งครบกำหนดตามหนังสือฉบับนี้" หนังสือดังกล่าวมีข้อความชัดเจนว่าภายในกำหนด 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือ หากจำเลยไม่ชำระหนี้ก็ให้สัญญาบัญชีเดินสะพัดเป็นอันเลิกกัน ไม่อาจแปลเจตนาของโจทก์ผู้เป็นฝ่ายบอกเลิกสัญญาเป็นอย่างอื่นได้ ส่วนรายการแจ้งหนี้เพียงวันที่ 11 มกราคม 2536 มาในหนังสือด้วยนั้นเป็นแต่เพียงแสดงยอดหนี้ตามที่ปรากฏในวันดังกล่าวให้จำเลยทราบเท่านั้น เมื่อจำเลยได้รับหนังสือวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2536 กำหนดเวลาชำระหนี้วันสุดท้ายจึงเป็นวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2536 เมื่อจำเลยไม่ชำระหนี้ให้โจทก์ภายในวันดังกล่าวสัญญาบัญชีเดินสะพัดจึงเลิกกันตั้งแต่วันพ้นกำหนดโจทก์คิดดอกเบี้ยทบต้นได้ถึงวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2536 ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังขึ้นมีปัญหาตามฎีกาของโจทก์ข้อสุดท้ายว่า การที่ศาลอุทธรณ์ให้นำเงินตามบัญชีเงินฝากประจำของนายศรศานต์มาหักจากยอดหนี้ของจำเลยในวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2536 เป็นการชอบหรือไม่ ตามสัญญาจำนำสิทธิการรับเงินฝากเอกสารหมาย จ.5 ข้อ 7 ระบุว่า "เป็นที่เข้าใจกันอย่างแจ้งชัดว่าการจำนำตามสัญญานี้ไม่ตัดสิทธิธนาคารที่จะใช้สิทธิหักกลบลบหนี้โดยไม่ต้องแจ้งให้ผู้จำนำทราบก่อนแม้หนี้ยังไม่ถึงกำหนดชำระ" เห็นว่า ตามสัญญาดังกล่าวกระทำขึ้นเพื่อเป็นหลักประกันการชำระหนี้ตามสัญญาบัญชีเดินสะพัดและให้สิทธิแก่โจทก์ในการที่จะใช้สิทธิหักกลบลบหนี้ได้แม้หนี้ยังไม่ถึงกำหนดชำระแต่ก็มิได้หมายความว่าโจทก์จะใช้สิทธินี้ตามอำเภอใจเมื่อใดก็ได้ เมื่อโจทก์ยอมรับมาในฎีกาว่าสัญญาบัญชีเดินสะพัดเลิกกันในวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2536 จึงต้องนำเงินตามบัญชีเงินฝากประจำของนายศรศานต์จำนวน 2,500,000 บาท มาหักจากยอดหนี้จำนวน 3,055,702.52 บาท ณ วันที่ 21กุมภาพันธ์ 2536 คงเหลือต้นเงิน 555,702.52 บาท ซึ่งโจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากต้นเงินดังกล่าวแบบไม่ทบต้นจนกว่าจำเลยจะชำระหนี้ให้แก่โจทก์ครบถ้วนที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น"พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 555,702.52 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
ข้อมูลคดี
- คู่ความ
- โจทก์ - ธนาคาร ไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน
จำเลย - นาย ประพัฒน์ วิรัตนานันท์ - กฎหมายที่อ้าง
- ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ — ม. 5, ม. 859
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง — ม. 142 (5) - องค์คณะ
- ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์
ระพินทร บรรจงศิลป
วิเทพ ศิริพากย์
ที่มาของข้อมูล — ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในศาลฎีกา
ศาลฎีกา เลขที่ 6 ถนนราชดำเนินใน แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร 10200 ✓ ตรวจสอบแล้ว
ข้อมูลเป็นคำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น/ย่อยาว) ตามที่ศาลเผยแพร่ ไม่ใช่ข้อความคำพิพากษาฉบับเต็ม — ตรวจกับต้นฉบับจากแหล่งทางการของศาลฎีกาก่อนอ้างอิง · ระบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา