ฎีกา ปี พ.ศ. 2533 แพ่ง

ฎีกาที่ 967/2533

คำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น)

เงินบำเหน็จตามข้อบังคับองค์การทอผ้าว่าด้วยกองทุนบำเหน็จพ.ศ. 2521 เป็นเงินที่จำเลยจ่ายให้แก่พนักงานที่ออกจากงาน มิใช่เงินที่จำเลยจ่ายให้พนักงานประจำเพื่อตอบแทนการทำงานของพนักงานประจำเป็นรายวัน ถือไม่ได้ว่าเป็นค่าจ้างตามข้อบังคับว่าด้วยกองทุนบำเหน็จของจำเลย เงินบำเหน็จจึงไม่มีลักษณะเช่นเดียวกับค่าจ้าง สิทธิเรียกร้องเงินบำเหน็จไม่มีกฎหมายบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น จึงมีสิทธิเรียกร้องได้ภายใน 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 164

คำพิพากษาย่อ (ย่อยาว)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยจ่ายบำเหน็จให้โจทก์ขาดไปเพราะมิได้นำค่าครองชีพมารวมคำนวณ ขอให้บังคับจำเลยจ่ายเงินบำเหน็จส่วนที่จ่ายขาดจำนวน 2,400 บาทแก่โจทก์ จำเลยให้การว่าค่าครอบชีพมิใช่เงินเดือนหรือค่าจ้างตามข้อบังคับของจำเลยว่าด้วยกองทุนบำเหน็จ พ.ศ. 2521 คดีของโจทก์ขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้องศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า ค่าครองชีพเป็นเงินค่าจ้างตามข้อบังคับของจำเลย ต้องนำไปรวมเป็นฐานในการคำนวณเงินบำเหน็จด้วย ส่วนสิทธิเรียกร้องเงินบำเหน็จมีอายุความ 10 ปี คดีโจทก์ไม่ขาดอายุความ พิพากษาให้จำเลยจ่ายเงินบำเหน็จที่ขาดอีก2,400 บาทให้แก่โจทก์ จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "จำเลยอุทธรณ์ข้อแรกว่า ค่าครองชีพมิได้จ่ายในลักษณะตอบแทนการทำงานของลูกจ้าง เพราะจ่ายให้เฉพาะแก่ลูกจ้างที่มีรายได้น้อย ค่าครอบชีพจึงมีลักษณะเป็นประโยชน์อย่างอื่น ตามข้อบังคับกองทุนบำเหน็จของจำเลย เห็นว่าตามข้อบังคับองค์การทอผ้าว่าด้วยกองทุนบำเหน็จ พ.ศ. 2521 ข้อ 3.4นิยามคำว่า ค่าจ้างหมายความว่า เงินที่องค์การทอผ้าจ่ายให้แก่พนักงานประจำเพื่อตอบแทนการทำงานของพนักงานประจำเป็นรายวันรวมทั้งเงินเพิ่มพิเศษสำหรับการสู้รบด้วย แต่ไม่รวมเงินตอบแทนในลักษณะ ค่าล่วงเวลา โบนัส เบี้ยเลี้ยง เบี้ยกรรมการหรือประโยชน์อย่างอื่น เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยจ่ายค่าครอบชีพให้โจทก์พร้อมกับค่าจ้างประจำเดือนเป็นจำนวนแน่นอนเท่ากันทุกเดือนเหมือนกับการจ่ายค่าจ้างเพื่อตอบแทนการทำงานในเวลาปกติของวันทำงาน กรณีเช่นนี้ถือได้ว่าค่าครองชีพที่จำเลยจ่ายแก่โจทก์เป็นส่วนหนึ่งของค่าจ้างตามข้อบังคับของจำเลยดังกล่าว อันต้องนำมารวมเป็นฐานในการคำนวณเงินบำเหน็จเพื่อจ่ายแก่โจทก์ด้วยจำเลยอุทธรณ์ข้อสุดท้ายว่า เงินบำเหน็จมีลักษณะเช่นเดียวกับค่าจ้าง โจทก์ฟ้องคดีเกิน 2 ปี จึงขาดอายุความ เห็นว่าตามข้อบังคับองค์การทอผ้าว่าด้วยกองทุนบำเหน็จ พ.ศ. 2521 ข้อ 3.1นิยามคำว่ากองทุนบำเหน็จ หมายความว่า เงินที่องค์การทอผ้าสะสมไว้เป็นกองทุนเพื่อจ่ายให้แก่พนักงานที่ออกจากงานตามข้อ 8.เงินบำเหน็จจึงเป็นเงินที่จำเลยจ่ายให้แก่พนักงานที่ออกจากงานจึงมิใช่เป็นเงินที่จำเลยจ่ายให้พนักงานประจำเพื่อตอบแทนการทำงานของพนักงานประจำเป็นรายวัน ถือไม่ได้ว่าเป็นค่าจ้างตามข้อบังคับว่าด้วยกองทุนบำเหน็จของจำเลย เงินบำเหน็จจึงไม่มีลักษณะเช่นเดียวกับค่าจ้าง สิทธิเรียกร้องเงินบำเหน็จไม่มีกฎหมายบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น โจทก์มีสิทธิเรียกร้องได้ภายใน 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 164 เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์ลาออกวันที่ 1 ตุลาคม 2526 นับถึงวันฟ้องไม่เกิน 10 ปีคดีโจทก์ไม่ขาดอายุความ ศาลแรงงานกลางพิพากษาชอบแล้ว อุทธรณ์จำเลยทั้งสองข้อฟังไม่ขึ้น"พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

คู่ความ
โจทก์ - นาย ฉลาด พิม พา
จำเลย - องค์การ ทอผ้า
กฎหมายที่อ้าง
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ — ม. 164
องค์คณะ
ก้าน อันนานนท์
เคียง บุญเพิ่ม
ครีภูมิ สุวรรณโรจน์

ที่มาของข้อมูล — ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในศาลฎีกา
ศาลฎีกา เลขที่ 6 ถนนราชดำเนินใน แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร 10200 ✓ ตรวจสอบแล้ว

ข้อมูลเป็นคำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น/ย่อยาว) ตามที่ศาลเผยแพร่ ไม่ใช่ข้อความคำพิพากษาฉบับเต็ม — ตรวจกับต้นฉบับจากแหล่งทางการของศาลฎีกาก่อนอ้างอิง · ระบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา

ค้นหาฎีกาอื่นข้อกฎหมายและมาตรา